<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?>
        <rss version='2.0'>
        <channel>
            <title>เกี่ยวกับสถาบันอนุญาโตตุลาการ</title>
            <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/articles/id/4/cid/48/</link>
            <description>RSS Feed | สำนักอนุญาโตตุลาการ</description>
            <language>th</language><item>
                <title> ประวัติศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่ เดิมชื่อ &amp;ldquo;ศาลคดีเด็กและเยาวชนจังหวัดเชียงใหม่&amp;rdquo; จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลคดีเด็กและเยาวชน พ.ศ. 2513 เปิดทำการครั้งแรก เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2513 โดยพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเปิดทำการศาลคดีเด็กและเยาวชนจังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. 2513 มีนายไกร บุญญะกิติ ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลคนแรก อาคารที่ทำการเดิมเป็นตึก 3 ชั้น ทรงสเปน ตั้งอยู่ที่ถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ ตำบลวัดเกต อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาปี 2534 มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 กฎหมายฉบับนี้ให้จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่ขึ้นในปี 2535 โดยให้มีเขตอำนาจตลอดจังหวัดเชียงใหม่ และให้โอนอำนาจหน้าที่รวมตลอดถึงกิจการ ทรัพย์สิน หนี้ ข้าราชการ ลูกจ้าง และเงินงบประมาณของศาลคดีเด็กและเยาวชนไปเป็นของศาลเยาวชนและครอบครัวที่ตั้งขึ้นแทน ศาลคดีเด็กและเยาวชนจังหวัดเชียงใหม่จึงปรับฐานะเป็นศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่นับแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การที่อาคารที่ทำการศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่ตั้งอยู่ในตัวเมือง ใกล้สถานีขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ และมีพื้นที่กว้างขวาง ต่อมาจึงมีโครงการจัดสร้างเป็นที่ทำการของ ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่ ศาลแขวงเชียงใหม่ สำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค 5 สำนักงานบังคับคดีและสำนักงานคุมประพฤติจังหวัดเชียงใหม่ โดยได้รับงบประมาณในการรื้อถอนอาคาร 3 ชั้นเดิม และสร้างเป็นอาคารขนาดใหญ่ 5 ชั้น แต่ขณะทำการก่อสร้างมีการออกกฎหมาย แยกศาลออกจากกระทรวงยุติธรรม สำนักงานบังคับคดีและสำนักงานคุมประพฤติจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งยังคงสังกัดกระทรวงยุติธรรมจึงไม่ได้ใช้อาคารใหม่เป็นที่ทำการ โดยมีการปรับเพิ่มชั้น 6 และชั้น 7 ใช้เป็นที่ทำการศาลอุทธรณ์ภาค 5 แทน เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่จึงย้ายเข้ามาใช้อาคารหลังใหม่ ตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน 2547 เป็นต้นมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาปี 2560 ศาลอุทธรณ์ภาค 5 และสำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค 5 ย้าย ไปยังอาคารที่ทำการของตนเองที่สร้างขึ้นใหม่ และวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2560 มีการจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 ขึ้น โดยใช้พื้นที่บริเวณชั้น 3 ชั้น 4 (บางส่วน) และชั้น 7 เป็นที่ทำการ กระทั่งปี 2564 ได้ย้ายไปยังอาคารที่ทำการแห่งใหม่ จึงคงเหลือเพียงศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่ใช้อาคารร่วมกับศาลแขวงเชียงใหม่จนถึงปัจจุบัน โดยตั้งอยู่ที่เลขที่ 242 ถนนแก้วนวรัฐ ตำบลวัดเกต อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันอัตรากำลังของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่ มีข้าราชการตุลาการจำนวน 6 คน ประกอบด้วย ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล 1 คน ผู้พิพากษาอาวุโส 2 คน ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้น 1 คน และผู้พิพากษา 2 คน ในส่วนงานธุรการมีผู้อำนวยการระดับต้น 1 คน ข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้าง รวม 30 คน โดยจัดโครงสร้างงานธุรการเป็น 7 กลุ่มงาน คือ กลุ่มงานช่วยอำนวยการ กลุ่มงานคลัง กลุ่มงานบริการประชาชนและประชาสัมพันธ์ กลุ่มงานคดี กลุ่มงานช่วยพิจารณาคดี กลุ่มงานไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท และกลุ่มงานเจ้าพนักงานตำรวจศาล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;strong&gt;เขตอำนาจศาล&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่ มีเขตอำนาจตลอดจังหวัดเชียงใหม่ (25 อำเภอ) ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 8 (2) อย่างไรก็ตาม เนื่องจากจังหวัดเชียงใหม่มีพื้นที่กว้างขวาง ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่จึงมีคำสั่ง ที่ 20/2552 ให้นั่งพิจารณาและพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีที่อยู่ ในอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งเกิดขึ้นท้องที่อำเภอฝาง อำเภอ อำเภอแม่อาย และไชยปราการ (อยู่ห่างไกลจากที่ตั้งที่ทำการของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่มากกว่า 150 กิโลเมตร) ที่ศาลจังหวัดฝาง นับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2552 เป็นต้นไป ดังนั้น คดีที่เกิดขึ้นในท้องที่ 3 อำเภอดังกล่าว จึงนั่งพิจารณาที่ศาลจังหวัดฝางนับแต่วันดังกล่าวเป็นต้นมา ส่วนคดีที่เกิดขึ้นในท้องที่ 22 อำเภอ ดังต่อไปนี้ นั่งพิจารณาที่ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่&lt;/p&gt;

&lt;table border=&quot;0&quot; cellpadding=&quot;1&quot; cellspacing=&quot;1&quot; style=&quot;width:100%&quot;&gt;
	&lt;tbody&gt;
		&lt;tr&gt;
			&lt;td&gt;
			&lt;p&gt;1. อำเภอเมืองเชียงใหม่&lt;br /&gt;
			2. อำเภอสันกำแพง&lt;br /&gt;
			3. อำเภอแม่แตง&lt;br /&gt;
			4. อำเภอแม่วาง&lt;br /&gt;
			5. อำเภอหางดง&lt;br /&gt;
			6. อำเภอสะเมิง&lt;br /&gt;
			7. อำเภอเชียงดาว&lt;br /&gt;
			8. อำเภอฮอด&lt;/p&gt;
			&lt;/td&gt;
			&lt;td&gt;
			&lt;p&gt;9. อำเภอดอยเต่า&lt;br /&gt;
			10. อำเภอสันป่าตอง&lt;br /&gt;
			11. อำเภอกัลยาณิวัฒนา&lt;br /&gt;
			12. อำเภอสารภี&lt;br /&gt;
			13. อำเภอแม่ริม&lt;br /&gt;
			14. อำเภอแม่แจ่ม&lt;br /&gt;
			15. อำเภอสันทราย&lt;br /&gt;
			16. อำเภอดอยสะเก็ด&lt;/p&gt;
			&lt;/td&gt;
			&lt;td&gt;
			&lt;p&gt;17. อำเภอจอมทอง&lt;br /&gt;
			18. อำเภอเวียงแหง&lt;br /&gt;
			19. อำเภออมก๋อย&lt;br /&gt;
			20. อำเภอพร้าว&lt;br /&gt;
			21. อำเภอแม่ออน&lt;br /&gt;
			22. อำเภอดอยหล่อ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;br /&gt;
			&lt;br /&gt;
			&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
			&lt;/td&gt;
		&lt;/tr&gt;
	&lt;/tbody&gt;
&lt;/table&gt;

&lt;p&gt;&lt;strong&gt;จัดทำและเรียบเรียงโดย&lt;/strong&gt;: คณะกรรมการจัดทำประวัติศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่ ตามคำสั่งศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่ ที่ 4/2567 ลงวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2567&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>Overview</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:26px&quot;&gt;The Thai Arbitration Institute (TAI) founded in 1990. It was originally named Arbitration Office under &lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size:24px&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:26px&quot;&gt;a supervision&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size:26px&quot;&gt; of the Ministry of Justice. According to the Constitution of the Kingdom of Thailand B.E. 2540 (1997), &lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size:24px&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:26px&quot;&gt;administrative&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size:26px&quot;&gt; office of the court has been separated from the Ministry of Justice. Office of the Judiciary has been constituted as an official organization independent from the Ministry of Justice and is empowered to discharge the duties of the Court of Justice pursuant to the Judicial Administration of the Court of Justice Act B.E. 2543 (2000).&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:26px&quot;&gt;Now TAI of the Office of the Judiciary is an intermediary in fostering and promoting arbitral proceedings in Thailand, providing legal consultation to both &lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size:24px&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:26px&quot;&gt;public&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size:26px&quot;&gt; and private sectors. &amp;nbsp;For over 27 years of experiences and expertise in handling arbitral proceedings, TAI has been trusted for reputation, neutrality and efficiency in shepherding the parties successfully through &lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size:24px&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:26px&quot;&gt;arbitration&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size:26px&quot;&gt; process and assisting the arbitral tribunal in carrying out proceedings with convenience, effectiveness, and legitimacy.&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:26px&quot;&gt;Because of funded by the government, TAI provides administrative services free of charge which means parties to an arbitral proceeding administered by the TAI pay no institutional fee. The parties are responsible for only the actual expenses in conducting arbitral proceedings such as expenses for delivering documents, production of media recording testimony.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s23/u53/info_techno/techno_info.jpg&quot; style=&quot;height:3000px; width:1600px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s28/u379/oja_1530870864.jpg&quot; style=&quot;height:4463px; width:2000px&quot; /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s86/u435/1.png&quot; style=&quot;height:405px; width:514px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลจังหวัดชัยนาท&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลจังหวัดชัยนาท &amp;nbsp;เดิมชื่อศาลเมืองไชยนาท &amp;nbsp;ตั้งเมื่อใดไม่พบหลักฐานเริ่มปรากฏหลักฐานแต่เพียงว่าเป็นเรือนไม้ชั้นเดียว &amp;nbsp;พื้นสูงศอกเศษ &amp;nbsp;กว้าง &amp;nbsp;4 วา ยาว 6 วาตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก &amp;nbsp;ที่บ้านหัวแหลม &amp;nbsp;ในท้องที่อำเภอเมืองชัยนาทห่างจากที่ตั้งศาลปัจจุบันประมาณ &amp;nbsp;1 กิโลเมตร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาเมื่อพุทธศักราช &amp;nbsp;2455 &amp;nbsp;จึงได้รื้อถอนอาคารมาปลูกอยู่ &amp;nbsp;ณ &amp;nbsp;บริเวณที่ตั้งอาคารปัจจุบัน &amp;nbsp;ซึ่งแต่เดิมเป็นที่ดินบริเวณที่ว่าการทหารเป็นการย้ายมาพร้อมกับการตั้งเมือง &amp;nbsp;ต่อมาอาคารศาลนี้ได้รื้อดัดแปลงรูปทรงใหม่ให้กว้างขวางขึ้นและได้ซ่อมแซมต่อเติมอีกหลายครั้ง &amp;nbsp;แต่ก็ยังคับแคบ &amp;nbsp;ไม่สะดวกแก่การปฏิบัติราชการและบริการประชาชนผู้มาติดต่อ &amp;nbsp;ประกอบกับเป็นอาคารไม้เก่า &amp;nbsp;ทรุดโทรมไปตามสภาพ &amp;nbsp;ขาดความสง่างาม &amp;nbsp;ไม่เหมาะสมในฐานะที่เป็นสถาบันแห่งความยุติธรรม &amp;nbsp;ด้วยเหตุนี้ &amp;nbsp;กระทรวงยุติธรรมจึงได้สร้างอาคารศาลขึ้นใหม่ &amp;nbsp;โดยรื้ออาคารศาลเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s86/u435/2.png&quot; style=&quot;height:385px; width:514px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;และก่อสร้างขึ้นในที่เดิมเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กสองชั้น หลังคาทรงไทย ขนาด 7 บัลลังก์ &amp;nbsp;มีตัวอาคารกว้าง &amp;nbsp;10.20 &amp;nbsp;เมตร &amp;nbsp;ยาว &amp;nbsp;72.20 &amp;nbsp;เมตร &amp;nbsp;โดยได้เริ่มสร้างเมื่อปลายเดือนเมษายน &amp;nbsp;2514 &amp;nbsp;และสร้างแล้วเสร็จเมื่อวันที่ &amp;nbsp;19 &amp;nbsp;กุมภาพันธ์ &amp;nbsp;2515 &amp;nbsp;เปิดการทำการตั้งแต่วันที่ &amp;nbsp;27 &amp;nbsp;เมษายน &amp;nbsp;2515&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s327/u1213/ประวัติความเป็นมาของหน่วยงาน/สำนักการแพทย์.jpg&quot; style=&quot;width: 100%; height: 100%;&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s327/u1213/ประวัติความเป็นมาของหน่วยงาน/1. กลุ่มงานช่วยอำนวยการ.jpg&quot; style=&quot;width: 100%; height: 100%;&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s327/u1213/ประวัติความเป็นมาของหน่วยงาน/กลุ่มงานคลัง.jpg&quot; style=&quot;width: 100%; height: 100%;&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s327/u1213/ประวัติความเป็นมาของหน่วยงาน/3. กลุ่มงานระบบนิติจิตเวชเด็ก เยาวชน และครอบครัว.jpg&quot; style=&quot;width: 100%; height: 100%;&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s327/u1213/ประวัติความเป็นมาของหน่วยงาน/4. กลุ่มงานแก้ไข บำบัด ฟื้นฟู เด็ก เยาวชน และครอบครัว.jpg&quot; style=&quot;width: 100%; height: 100%;&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s327/u1213/ประวัติความเป็นมาของหน่วยงาน/5. กลุ่มงานบริการทางการแพทย์.jpg&quot; style=&quot;width: 100%; height: 100%;&quot; /&gt;&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ความเป็นมา/อำนาจพิจารณาคดี</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size:26px&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#8b4513&quot;&gt;&lt;strong&gt;ความเป็นมา&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size:22px&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 เปิดทำการขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกา กำหนด จำนวน ที่ตั้ง เขตศาล และวันเปิดทำการของศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบภาค พ.ศ. 2560 ลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 กำหนดให้เริ่มเปิดทำการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2560&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมีที่ตั้งปัจจุบันอยู่ที่ &amp;nbsp;ถนนเอกชัย &amp;nbsp;ตำบลแม่กลอง &amp;nbsp;อำเภอเมือง &amp;nbsp;จังหวัดสมุทรสงคราม &amp;nbsp;มีเขต อำนาจคลอบคลุม &amp;nbsp;8 &amp;nbsp;จังหวัด &amp;nbsp;ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดนครปฐม จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดราชบุรี จังหวัดสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสาคร และจังหวัดสุพรรณบุรี&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size:26px&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#8b4513&quot;&gt;&lt;strong&gt;อำนาจพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size:22px&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริต และประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 ดังต่อไปนี้&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;ol&gt;
	&lt;li&gt;&lt;span style=&quot;font-size:22px&quot;&gt;คดีอาญาที่ฟ้องให้ลงโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น หรือความผิดอันเนื่องมาจากการประพฤติมิชอบ&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;
	&lt;li&gt;&lt;span style=&quot;font-size:22px&quot;&gt;คดีอาญาที่ฟ้องให้ลงโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือบุคคคลที่กระทำความผิดฐานฟอกเงินที่เกี่ยวเนื่องกับความผิดตามข้อ 1 หรือกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ กฎหมายว่าด้วยการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ หรือกฎหมายอื่นที่มีวัตถุประสงค์ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;
	&lt;li&gt;&lt;span style=&quot;font-size:22px&quot;&gt;คดีอาญาที่ฟ้องให้ลงโทษบุคคลในความผิดเกี่ยวกับการเรียก รับ ยอมจะรับ หรือให้ ขอให้ รับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด หรือการใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลัง ประทุษร้าย หรือใช้อิทธิพลเพื่อจูงใจหรือข่มขืนใจให้เจ้าหน้าที่รัฐกระทำการ ไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำใดตามประมวลกฎหมายอาญาหรือกฎหมายอื่น&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;
	&lt;li&gt;&lt;span style=&quot;font-size:22px&quot;&gt;คดีอาญาที่ฟ้องให้ลงโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือบุคคคลตามกฎหมายที่กำหนดให้เป็นคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;
	&lt;li&gt;&lt;span style=&quot;font-size:22px&quot;&gt;คดีอาญาที่ฟ้องให้ลงโทษบุคคลที่ร่วมกระทำความผิดกับเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือบุคคลตาม ข้อ 1 ถึงข้อ 4 ไม่ว่าในฐานะตัวการ ผู้ใช้ ผู้สนับสนุน หรือผู้สมคบ&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;
	&lt;li&gt;&lt;span style=&quot;font-size:22px&quot;&gt;คดีเกี่ยวกับการจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบ หรือจงใจยื่นบัญชีและเอกสารดังกล่าวด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;
	&lt;li&gt;&lt;span style=&quot;font-size:22px&quot;&gt;คดีร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะเหตุร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;
	&lt;li&gt;&lt;span style=&quot;font-size:22px&quot;&gt;กรณีที่มีการขอให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างหนึ่งอย่างใดก่อนยื่นฟ้องหรือยื่นคำร้องขอตาม ข้อ 1 ถึงข้อ 7&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;
&lt;/ol&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารับการสัมภาษณ์ในการคัดเลือกเพื่อเลื่อนข้าราชการศาลยุติธรรมประเภทวิชาการขึ้นแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนักวิชาการเงินและบัญชี ระดับชำนาญการพิเศษ ในสำนักงานศาลยุติธรรม กำหนดวัน เวลา สถานที่ และระเบียบเกี่ยวกับการคัดเลือก</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;h1 style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:22px;&quot;&gt;ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารับการสัมภาษณ์ในการคัดเลือกเพื่อเลื่อนข้าราชการศาลยุติธรรมประเภทวิชาการขึ้นแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนักวิชาการเงินและบัญชี ระดับชำนาญการพิเศษ ในสำนักงานศาลยุติธรรม กำหนดวัน เวลา สถานที่ และระเบียบเกี่ยวกับการคัดเลือก&lt;/span&gt;&lt;/h1&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม.png&quot; style=&quot;height:302px; width:746px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลยุติธรรม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า&amp;quot;หิรัญบัตร&amp;quot; มีความกว้าง 9.5 ซ.ม.ยาว 37.2 ซ.ม.จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_1.png&quot; style=&quot;height:310px; width:829px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ 120 ปี ในปี พ.ศ. 2545สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น &amp;quot;วันศาลยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_3.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_2.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_4.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s117/u466/Title/ประวัติศาลแก้ไข_64.jpg&quot; style=&quot;width: 650px; height: 1156px;&quot; /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s290/u637/ทั่วไป/ประวัติศาลเยาวชนฯ_สุราษฎร์ธานี_ม.jpg&quot; style=&quot;width: 100%; height: 100%;&quot; /&gt;&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของศาลจังหวัดเกาะสมุย</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;http://smc.coj.go.th/cms/s282/u629/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%A5.jpg&quot; style=&quot;width: 800px; height: 697px;&quot; /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;font-size:36px;&quot;&gt;ประวัติศาลจังหวัดเกาะสมุย&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เดิมก่อนจัดตั้งศาลจังหวัดเกาะสมุย มูลคดีที่เกิดขึ้นในอำเภอเกาะสมุยและอำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี อยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดสุราษฏร์ธานี แต่เนื่องจากสภาพภูมิศาสตร์ของอำเภอทั้งสองมีสภาพเป็นเกาะ การคมนาคมระหว่างตัวจังหวัดกับอำเภอทั้งสอง เดินทางติดต่อกันได้เฉพาะทางเรือและมีระยะทางไกล ในฤดูมรสุมบางช่วงอาจเดินทางติดต่อระหว่างจังหวัดกับอำเภอทั้งสองไม่ได้ ทำให้ประชาชนนักท่องเที่ยวและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทางไปศาลจังหวัดสุราษฏร์ธานีิกระทรวงยุติธรรมจึงมีโครงการที่จะจัดตั้งศาลจังหวัดเกาะสมุยขึ้นที่อำเภอเกาะสมุย เมื่อปี พ.ศ.2549 เพื่ออำนวยความสะดวกและบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนในท้องที่อำเภอทั้งสองที่มีอรรถคดีและมีความจำเป็นต้องใช้สิทธิทางศาล โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายและเสียเวลาในการเดินทางไปศาลจังหวัดสุราษฏร์ธานี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ศาลจังหวัดเกาะสมุย เลขที่ 44 หมู่ที่ 5 ตำบลมะเร็ต อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี&amp;nbsp; เปิดทำการตั้งแต่วันที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๔๙ มีเขตอำนาจในท้องที่อำเภอเกาะสมุยและอำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฏร์ธานี มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งและคดีอาญาทั้งปวง ต่อมาเมื่อวันที่ &amp;nbsp;๗ สิงหาคม ๒๕๕๑ เปิดทำการศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาเกาะสมุย&amp;nbsp; โดยใช้อาคารศาลจังหวัดเกาะสมุยเป็นที่ทำการ มีเขตอำนาจครอบคลุมท้องที่อำเภอเกาะสมุยและอำเภอเกาะพะงัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2557 ศาลจังหวัดเกาะสมุย ได้เปิดกลุ่มงานคดีนักท่องเที่ยวเพื่อรองรับคดีที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของศาลยุติธรรม ในการเปิดส่วนหรือกลุ่มงานคดีนักท่องเที่ยวในศาลจังหวัดและศาลแขวงที่มีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;http://smc.coj.go.th/cms/s282/u629/DSCN8087.jpg&quot; style=&quot;width: 800px; height: 600px;&quot; /&gt;&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม.png&quot; style=&quot;height:302px; width:746px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลยุติธรรม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า&amp;quot;หิรัญบัตร&amp;quot; มีความกว้าง 9.5 ซ.ม.ยาว 37.2 ซ.ม.จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_1.png&quot; style=&quot;height:310px; width:829px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ 120 ปี ในปี พ.ศ. 2545สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น &amp;quot;วันศาลยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_3.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_2.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_4.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม.png&quot; style=&quot;height:302px; width:746px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลยุติธรรม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า&amp;quot;หิรัญบัตร&amp;quot; มีความกว้าง 9.5 ซ.ม.ยาว 37.2 ซ.ม.จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_1.png&quot; style=&quot;height:310px; width:829px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ 120 ปี ในปี พ.ศ. 2545สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น &amp;quot;วันศาลยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_3.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_2.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_4.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม.png&quot; style=&quot;height:302px; width:746px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลยุติธรรม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า&amp;quot;หิรัญบัตร&amp;quot; มีความกว้าง 9.5 ซ.ม.ยาว 37.2 ซ.ม.จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_1.png&quot; style=&quot;height:310px; width:829px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ 120 ปี ในปี พ.ศ. 2545สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น &amp;quot;วันศาลยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_3.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_2.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_4.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม.png&quot; style=&quot;height:302px; width:746px&quot; /&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลยุติธรรม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า&amp;quot;หิรัญบัตร&amp;quot; มีความกว้าง 9.5 ซ.ม.ยาว 37.2 ซ.ม.จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_1.png&quot; style=&quot;height:310px; width:829px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ 120 ปี ในปี พ.ศ. 2545สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น &amp;quot;วันศาลยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_3.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_2.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_4.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;จนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม.png&quot; style=&quot;height:302px; width:746px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลยุติธรรม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า&amp;quot;หิรัญบัตร&amp;quot; มีความกว้าง 9.5 ซ.ม.ยาว 37.2 ซ.ม.จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_1.png&quot; style=&quot;height:310px; width:829px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ 120 ปี ในปี พ.ศ. 2545สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น &amp;quot;วันศาลยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_3.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_2.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_4.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม.png&quot; style=&quot;height:302px; width:746px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลยุติธรรม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า&amp;quot;หิรัญบัตร&amp;quot; มีความกว้าง 9.5 ซ.ม.ยาว 37.2 ซ.ม.จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_1.png&quot; style=&quot;height:310px; width:829px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ 120 ปี ในปี พ.ศ. 2545สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น &amp;quot;วันศาลยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_3.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_2.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_4.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม.png&quot; style=&quot;height:302px; width:746px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลยุติธรรม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า&amp;quot;หิรัญบัตร&amp;quot; มีความกว้าง 9.5 ซ.ม.ยาว 37.2 ซ.ม.จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_1.png&quot; style=&quot;height:310px; width:829px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ 120 ปี ในปี พ.ศ. 2545สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น &amp;quot;วันศาลยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_3.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_2.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_4.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม.png&quot; style=&quot;height:302px; width:746px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลยุติธรรม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า&amp;quot;หิรัญบัตร&amp;quot; มีความกว้าง 9.5 ซ.ม.ยาว 37.2 ซ.ม.จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_1.png&quot; style=&quot;height:310px; width:829px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ 120 ปี ในปี พ.ศ. 2545สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น &amp;quot;วันศาลยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_3.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_2.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_4.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม.png&quot; style=&quot;height:302px; width:746px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลยุติธรรม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า&amp;quot;หิรัญบัตร&amp;quot; มีความกว้าง 9.5 ซ.ม.ยาว 37.2 ซ.ม.จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_1.png&quot; style=&quot;height:310px; width:829px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ 120 ปี ในปี พ.ศ. 2545สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น &amp;quot;วันศาลยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_3.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_2.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_4.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม.png&quot; style=&quot;height:302px; width:746px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลยุติธรรม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า&amp;quot;หิรัญบัตร&amp;quot; มีความกว้าง 9.5 ซ.ม.ยาว 37.2 ซ.ม.จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_1.png&quot; style=&quot;height:310px; width:829px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ 120 ปี ในปี พ.ศ. 2545สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น &amp;quot;วันศาลยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_3.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_2.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_4.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม.png&quot; style=&quot;height:302px; width:746px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลยุติธรรม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า&amp;quot;หิรัญบัตร&amp;quot; มีความกว้าง 9.5 ซ.ม.ยาว 37.2 ซ.ม.จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_1.png&quot; style=&quot;height:310px; width:829px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ 120 ปี ในปี พ.ศ. 2545สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น &amp;quot;วันศาลยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_3.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_2.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_4.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม.png&quot; style=&quot;height:302px; width:746px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลยุติธรรม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า&amp;quot;หิรัญบัตร&amp;quot; มีความกว้าง 9.5 ซ.ม.ยาว 37.2 ซ.ม.จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_1.png&quot; style=&quot;height:310px; width:829px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ 120 ปี ในปี พ.ศ. 2545สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น &amp;quot;วันศาลยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_3.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_2.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_4.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม.png&quot; style=&quot;height:302px; width:746px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลยุติธรรม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า&amp;quot;หิรัญบัตร&amp;quot; มีความกว้าง 9.5 ซ.ม.ยาว 37.2 ซ.ม.จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_1.png&quot; style=&quot;height:310px; width:829px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ 120 ปี ในปี พ.ศ. 2545สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น &amp;quot;วันศาลยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_3.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_2.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_4.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม.png&quot; style=&quot;height:302px; width:746px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลยุติธรรม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า&amp;quot;หิรัญบัตร&amp;quot; มีความกว้าง 9.5 ซ.ม.ยาว 37.2 ซ.ม.จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_1.png&quot; style=&quot;height:310px; width:829px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ 120 ปี ในปี พ.ศ. 2545สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น &amp;quot;วันศาลยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_3.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_2.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_4.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม.png&quot; style=&quot;height:302px; width:746px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลยุติธรรม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า&amp;quot;หิรัญบัตร&amp;quot; มีความกว้าง 9.5 ซ.ม.ยาว 37.2 ซ.ม.จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_1.png&quot; style=&quot;height:310px; width:829px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ 120 ปี ในปี พ.ศ. 2545สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น &amp;quot;วันศาลยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_3.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_2.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_4.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม.png&quot; style=&quot;height:302px; width:746px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลยุติธรรม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า&amp;quot;หิรัญบัตร&amp;quot; มีความกว้าง 9.5 ซ.ม.ยาว 37.2 ซ.ม.จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_1.png&quot; style=&quot;height:310px; width:829px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ 120 ปี ในปี พ.ศ. 2545สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น &amp;quot;วันศาลยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_3.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_2.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_4.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม.png&quot; style=&quot;height:302px; width:746px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลยุติธรรม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า&amp;quot;หิรัญบัตร&amp;quot; มีความกว้าง 9.5 ซ.ม.ยาว 37.2 ซ.ม.จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_1.png&quot; style=&quot;height:310px; width:829px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ 120 ปี ในปี พ.ศ. 2545สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น &amp;quot;วันศาลยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_3.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_2.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_4.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม.png&quot; style=&quot;height:302px; width:746px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลยุติธรรม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า&amp;quot;หิรัญบัตร&amp;quot; มีความกว้าง 9.5 ซ.ม.ยาว 37.2 ซ.ม.จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_1.png&quot; style=&quot;height:310px; width:829px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ 120 ปี ในปี พ.ศ. 2545สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น &amp;quot;วันศาลยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_3.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_2.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_4.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม.png&quot; style=&quot;height:302px; width:746px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลยุติธรรม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า&amp;quot;หิรัญบัตร&amp;quot; มีความกว้าง 9.5 ซ.ม.ยาว 37.2 ซ.ม.จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_1.png&quot; style=&quot;height:310px; width:829px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ 120 ปี ในปี พ.ศ. 2545สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น &amp;quot;วันศาลยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_3.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_2.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_4.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม.png&quot; style=&quot;height:302px; width:746px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลยุติธรรม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า&amp;quot;หิรัญบัตร&amp;quot; มีความกว้าง 9.5 ซ.ม.ยาว 37.2 ซ.ม.จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_1.png&quot; style=&quot;height:310px; width:829px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ 120 ปี ในปี พ.ศ. 2545สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น &amp;quot;วันศาลยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_3.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_2.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_4.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม.png&quot; style=&quot;height:302px; width:746px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลยุติธรรม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า&amp;quot;หิรัญบัตร&amp;quot; มีความกว้าง 9.5 ซ.ม.ยาว 37.2 ซ.ม.จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_1.png&quot; style=&quot;height:310px; width:829px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ 120 ปี ในปี พ.ศ. 2545สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น &amp;quot;วันศาลยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_3.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_2.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_4.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s37/u688/crimc_1515036137.jpg&quot; style=&quot;height:1697px; width:1200px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม.png&quot; style=&quot;height:302px; width:746px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลยุติธรรม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า&amp;quot;หิรัญบัตร&amp;quot; มีความกว้าง 9.5 ซ.ม.ยาว 37.2 ซ.ม.จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_1.png&quot; style=&quot;height:310px; width:829px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ 120 ปี ในปี พ.ศ. 2545สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น &amp;quot;วันศาลยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_3.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_2.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_4.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม.png&quot; style=&quot;height:302px; width:746px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลยุติธรรม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า&amp;quot;หิรัญบัตร&amp;quot; มีความกว้าง 9.5 ซ.ม.ยาว 37.2 ซ.ม.จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_1.png&quot; style=&quot;height:310px; width:829px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ 120 ปี ในปี พ.ศ. 2545สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น &amp;quot;วันศาลยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_3.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_2.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_4.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s40/u391/cccm_1521790734.jpg&quot; style=&quot;height:5000px; width:1200px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม.png&quot; style=&quot;height:302px; width:746px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลยุติธรรม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า&amp;quot;หิรัญบัตร&amp;quot; มีความกว้าง 9.5 ซ.ม.ยาว 37.2 ซ.ม.จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_1.png&quot; style=&quot;height:310px; width:829px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ 120 ปี ในปี พ.ศ. 2545สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น &amp;quot;วันศาลยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_3.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_2.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_4.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม.png&quot; style=&quot;height:302px; width:746px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลยุติธรรม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า&amp;quot;หิรัญบัตร&amp;quot; มีความกว้าง 9.5 ซ.ม.ยาว 37.2 ซ.ม.จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_1.png&quot; style=&quot;height:310px; width:829px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ 120 ปี ในปี พ.ศ. 2545สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น &amp;quot;วันศาลยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_3.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_2.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_4.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s44/u421/about.jpg&quot; style=&quot;height:2336px; width:1656px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s45/u422/dsmc_pic1.jpg&quot; style=&quot;height:533px; width:800px&quot; /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;font-size:36px&quot;&gt;ประวัติศาลแขวงดุสิต&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ความเป็นมาของการจัดตั้งศาลแขวงดุสิต ตามแผนพัฒนาศาลและกระทรวงยุติธรรม ฉบับที่ &lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;1 (2525-2529) กระทรวงยุติธรรมได้จัดทำโครงการปรับปรุงงานศาลแขวงในกรุงเทพมหานคร และได้ดำเนินการตามโครงการดังกล่าว โดยก่อสร้างอาคารที่ทำการศาลแขวงพระนครเหนือและศาลแขวงพระนครใต้ จัดตั้งสาขาของศาลแขวงพระนครใต้ที่เขตพระโขนง และจัดตั้งสาขาของศาลแขวงธนบุรีที่เขตตลิ่งชันซึ่งเป็นผลให้การทำงานและการบริหารงานของศาลแขวงในกรุงเทพมหานครเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนผู้มาติดต่อราชการศาลแขวงมากขึ้น สำหรับในเขตอำนาจของศาลแขวงพระนครเหนือ กระทรวงยุติธรรมมีโครงการจะจัดตั้งสาขาเพิ่มขึ้นอีก 2 แห่ง คือ ที่เขตดุสิต และเขตพญาไท หรือ ณ สถานที่อื่นที่เหมาะสม&lt;br /&gt;
ต่อมาเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2529 ศาลแขวงพระนครเหนือได้มีคำสั่งที่ 7/2529 เรื่องกำหนดการนั่งพิจารณาของศาลแขวงพระนครเหนือ ณ.อาคารด้านหลังที่ทำการศาลภาษีอากรกลาง ทั้งนี้ โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 35 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งประกอบมาตรา 15 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กำหนดให้มีการนั่งพิจารณาของศาลแขวงพระนครเหนือ ณ.อาคารด้านหลังที่ทำการศาลภาษีอากรกลาง เลขที่ 227 ถนนพิษณุโลก เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร อีกแห่งหนึ่ง เพื่อพิจารณาพิพากษาคดีอาญาที่อยู่ในอำนาจของสถานีตำรวจนครบาลดุสิต สถานีตำรวจนครบาลสามเสน สถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม สถานีตำรวจนครบาลพระราชวัง สถานีตำรวจนครบาลสำราญราษฎร์ และสถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้ง&lt;br /&gt;
ซึ่งผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อหาต่อพนักงานสอบสวน รวมทั้งทำการไต่สวนและมีคำสั่งคำร้องขอรับเงินสินบนนำจับในคดีดังกล่าวกับคำร้องขอผัดฟ้องฝากขังและปล่อยชั่วคราวในคดีอาญาซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนเหล่านั้นด้วย ทั้งนี้ คำสั่งดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2529 เป็นต้นไป&lt;br /&gt;
จากนั้น กระทรวงยุติธรรมได้เสนอร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงพระโขนง ศาลแขวงดุสิต และศาลแขวงตลิ่งชัน พ.ศ. &amp;hellip;. เพื่อดำเนินการตามแผนพัฒนาศาลและกระทรวงยุติธรรม ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2530 - 2534 ดังกล่าวข้างต้น ต่อมาคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้วเห็นว่า ศาลแขวงเดิมในกรุงเทพมหานคร ได้แก่ ศาลแขวงพระนครใต้ ศาลแขวงพระนครเหนือ และศาลแขวงธนบุรี ซึ่งจัดตั้งโดยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงสำหรับจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี พุทธศักราช 2478 ได้กลายสภาพเป็นศาลแขวงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจหรือเปิดทำการศาลแขวงแห่งใหม่ สามารถกระทำได้โดยการตราพระราชกฤษฎีกา คณะกรรมการกฤษฎีกาจึงยกร่างพระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจศาลแขวงพระนครใต้ ศาลแขวงพระนครเหนือ และศาลแขวงธนบุรี กับกำหนดอำนาจและวันเปิดทำการของศาลแขวงพระโขนง ศาลแขวงดุสิต และศาลแขวงตลิ่งชัน ในกรุงเทพมหานคร (7 สิงหาคม 2532) พระราชกฤษฎีกาทั้งสองฉบับดังกล่าวมีหลักการในการเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจศาลแขวงพระนครใต้ ศาลแขวงพระนครเหนือ และศาลแขวงธนบุรี กับกำหนดเขตอำนาจและวันเปิดทำการของศาลแขวงพระโขนง ศาลแขวงดุสิต และศาลแขวงตลิ่งชันในกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้มีเหตุผลอันสืบเนื่องมาจากโดยที่ประชาชนในกรุงเทพมหานครมีจำนวนมากขึ้น และมีคดีความเข้ามาสู่การพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงพระนครใต้ ศาลแขวงพระนครเหนือ และศาลแขวงธนบุรี ซึ่งเป็นศาลแขวงที่มีอยู่แล้วในรุงเทพมหานครเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ประกอบกับการคมนาคมในกรุงเทพมหานครไม่คล่องตัว ทำให้ประชาชนผู้มีอรรถคดีและผู้เกี่ยวข้องไม่ได้รับความสะดวกและรวดเร็วในการเดินทางไปติดต่อกับศาลแขวงดังกล่าว สมควรจัดตั้งศาลแขวงพระโขนง ศาลแขวงดุสิต และศาลแขวงตลิ่งชันเพิ่มขึ้นในกรุงเทพมหานคร โดยแบ่งเขตอำนาจบางส่วนของศาลแขวงพระนครใต้ ศาลแขวงพระนครเหนือ และศาลแขวงธนบุรี ไปเป็นเขตอำนาจของศาลแขวงที่จะจัดตั้งใหม่ และให้เปิดทำการได้ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2532 และในการนี้สมควรเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจศาลแขวงพระนครใต้ ศาลแขวงพระนครเหนือ และศาลแขวงธนบุรีให้สอดคล้องกัน โดยให้ศาลแขวงพระนครเหนือมีเขตอำนาจในเขตดุสิตเฉพาะในแขวงบางซื่อ เขตบางกะปิ เขตบางเขน และเขตห้วยขวาง และให้ศาลแขวงดุสิต มีเขตอำนาจในเขตดุสิต นอกจากแขวงบางซื่อ เขตป้องปราบศัตรูพ่าย เขตพญาไท และเขตพระนคร (ปัจจุบันมีการเพิ่มเขตราชเทวี อีก 1 เขต) ทั้งนี้ พระราชกฤษฎีกาทั้งสองฉบับดังกล่าวได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่ม 106 ตอนที่ 93 ลงวันที่ 9 มิถุนายน 2532 แล้ว และมีผลตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;strong&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s45/u422/pic031060.jpg&quot; style=&quot;height:800px; width:533px&quot; /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ที่ตั้งของศาลแขวงดุสิตในปัจจุบัน อยู่ที่ซอยสีคาม ถนนนครไชยศรี แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร มีบัลลังก์ จำนวน &lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;10 บัลลังก์&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม.png&quot; style=&quot;height:302px; width:746px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลยุติธรรม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า&amp;quot;หิรัญบัตร&amp;quot; มีความกว้าง 9.5 ซ.ม.ยาว 37.2 ซ.ม.จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_1.png&quot; style=&quot;height:310px; width:829px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ 120 ปี ในปี พ.ศ. 2545สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น &amp;quot;วันศาลยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_3.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_2.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_4.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s48/u425/ประวัติศาล.jpg&quot; style=&quot;height: 100%; width: 100%;&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s48/u425/เขตอำนาจ.jpg&quot; style=&quot;width: 100%; height: 100%;&quot; /&gt;&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม.png&quot; style=&quot;height:302px; width:746px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลยุติธรรม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า&amp;quot;หิรัญบัตร&amp;quot; มีความกว้าง 9.5 ซ.ม.ยาว 37.2 ซ.ม.จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_1.png&quot; style=&quot;height:310px; width:829px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ 120 ปี ในปี พ.ศ. 2545สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น &amp;quot;วันศาลยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_3.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_2.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_4.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม.png&quot; style=&quot;height:302px; width:746px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลยุติธรรม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า&amp;quot;หิรัญบัตร&amp;quot; มีความกว้าง 9.5 ซ.ม.ยาว 37.2 ซ.ม.จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_1.png&quot; style=&quot;height:310px; width:829px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ 120 ปี ในปี พ.ศ. 2545สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น &amp;quot;วันศาลยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_3.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_2.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_4.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s51/u428/hisPic/400px.jpg&quot; style=&quot;height:223px; width:400px&quot; /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;strong&gt;ที่ตั้ง&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา ตั้งอยู่เลขที่ 111 หมู่ที่ 8 ตำบลบ้านป้อม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;strong&gt;ประวัติความเป็นมา&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อปี พ.ศ.2500 พระราชกฤษฎีกากำหนดจำนวนเขตอำนาจและวันเปิดทำการของศาลแขวงในบางจังหวัด ในปีนั้นได้จัดตั้งศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาขึ้น&amp;nbsp; โดยการแบ่งอาคารบางส่วนของอาคารที่ทำการศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเดิมที่สร้างขึ้นเมื่อ ร.ศ.127 (พ.ศ.2452) ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นอาคารตึกสองชั้นมีห้องพิจารณาคดีจำนวน 4 ห้อง จนกระทั่งศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยายายไปยังที่ทำการแห่งใหม่ ศษลแขวงพระนครศรีอยุธยาได้ครอบครองอาคารหลังดังกล่าว และเป็นที่ทำการเรื่อยมาจนปี พ.ศ.2557&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบัน ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาได้ย้ายมาเปิดทำการศาลที่ทำการแห่งใหม่ ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2557 ซึ่งเป็นอาคารลักษณะ 2 ชั้น มี 2 อาคารเชื่อมต่อกัน ขนาด 8 บัลลังก์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_1.png&quot; style=&quot;height:310px; width:829px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_3.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_2.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_4.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม.png&quot; style=&quot;height:302px; width:746px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลยุติธรรม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า&amp;quot;หิรัญบัตร&amp;quot; มีความกว้าง 9.5 ซ.ม.ยาว 37.2 ซ.ม.จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_1.png&quot; style=&quot;height:310px; width:829px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ 120 ปี ในปี พ.ศ. 2545สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น &amp;quot;วันศาลยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_3.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_2.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_4.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม.png&quot; style=&quot;height:302px; width:746px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลยุติธรรม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า&amp;quot;หิรัญบัตร&amp;quot; มีความกว้าง 9.5 ซ.ม.ยาว 37.2 ซ.ม.จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_1.png&quot; style=&quot;height:310px; width:829px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ 120 ปี ในปี พ.ศ. 2545สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น &amp;quot;วันศาลยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_3.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_2.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_4.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม.png&quot; style=&quot;height:302px; width:746px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลยุติธรรม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า&amp;quot;หิรัญบัตร&amp;quot; มีความกว้าง 9.5 ซ.ม.ยาว 37.2 ซ.ม.จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_1.png&quot; style=&quot;height:310px; width:829px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ 120 ปี ในปี พ.ศ. 2545สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น &amp;quot;วันศาลยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_3.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_2.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_4.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม.png&quot; style=&quot;height:302px; width:746px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลยุติธรรม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า&amp;quot;หิรัญบัตร&amp;quot; มีความกว้าง 9.5 ซ.ม.ยาว 37.2 ซ.ม.จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_1.png&quot; style=&quot;height:310px; width:829px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ 120 ปี ในปี พ.ศ. 2545สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น &amp;quot;วันศาลยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_3.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_2.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_4.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s56/u433/about.jpg&quot; style=&quot;height:11879px; width:1200px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม.png&quot; style=&quot;height:302px; width:746px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลยุติธรรม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า&amp;quot;หิรัญบัตร&amp;quot; มีความกว้าง 9.5 ซ.ม.ยาว 37.2 ซ.ม.จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_1.png&quot; style=&quot;height:310px; width:829px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ 120 ปี ในปี พ.ศ. 2545สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น &amp;quot;วันศาลยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_3.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_2.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_4.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม.png&quot; style=&quot;height:302px; width:746px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลยุติธรรม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า&amp;quot;หิรัญบัตร&amp;quot; มีความกว้าง 9.5 ซ.ม.ยาว 37.2 ซ.ม.จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_1.png&quot; style=&quot;height:310px; width:829px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ 120 ปี ในปี พ.ศ. 2545สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น &amp;quot;วันศาลยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_3.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_2.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_4.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม.png&quot; style=&quot;height:302px; width:746px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลยุติธรรม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า&amp;quot;หิรัญบัตร&amp;quot; มีความกว้าง 9.5 ซ.ม.ยาว 37.2 ซ.ม.จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_1.png&quot; style=&quot;height:310px; width:829px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ 120 ปี ในปี พ.ศ. 2545สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น &amp;quot;วันศาลยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_3.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_2.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_4.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;iframe allow=&quot;accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture&quot; allowfullscreen=&quot;&quot; frameborder=&quot;0&quot; height=&quot;315&quot; src=&quot;https://www.youtube.com/embed/967mtbc-ZU8&quot; width=&quot;55%&quot;&gt;&lt;/iframe&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s60/u397/cen_history_p1.jpg&quot; style=&quot;width: 100%;&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s60/u397/cen_history_p2.jpg&quot; style=&quot;width: 100%;&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s60/u397/cen_history_p3.jpg&quot; style=&quot;width: 100%;&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s60/u397/cen_history_p4_05_07_2565 - Copy 1.jpg&quot; style=&quot;width: 98%; height: 98%;&quot; /&gt;&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;iframe allow=&quot;accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share&quot; allowfullscreen=&quot;&quot; frameborder=&quot;0&quot; height=&quot;315&quot; src=&quot;https://www.youtube.com/embed/IJsP_xO999M&quot; title=&quot;YouTube video player&quot; width=&quot;560&quot;&gt;&lt;/iframe&gt;&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม.png&quot; style=&quot;height:302px; width:746px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลยุติธรรม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า&amp;quot;หิรัญบัตร&amp;quot; มีความกว้าง 9.5 ซ.ม.ยาว 37.2 ซ.ม.จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_1.png&quot; style=&quot;height:310px; width:829px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ 120 ปี ในปี พ.ศ. 2545สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น &amp;quot;วันศาลยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_3.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_2.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_4.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;font-size:48px&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลแรงงานกลาง&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span style=&quot;font-size:48px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size:28px&quot;&gt;ได้จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงาน และวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 เปิดทำการเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2523 โดย มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นศาลชำนัญพิเศษ พิจารณาพิพากษาคดีแรงงาน ซึ่งมีความแตกต่างจากอรรถคดีทั่วไป การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในศาลแรงงาน จะใช้วิธีไกล่เกลี่ย และการระงับข้อพิพาทเป็นหลัก แต่หากคู่กรณี (นายจ้าง-ลูกจ้าง) ไม่สามารถตกลงกันได้ ศาลก็จะพิจารณาตัดสินชี้ขาดตามบัญญัติ แห่งกฎหมาย โดยคำนึงถึงความเป็นธรรม และความสงบเรียบร้อย ต่อไป&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size:28px&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ศาลแรงงานมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับการจ้างแรงงาน สิทธิหน้าที่ตามกฎหมายแรงงาน ซึ่งได้แก่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน กฎหมายว่าด้วยประกันสังคม เป็นต้น รวมทั้งกรณีละเมิดระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size:28px&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การพิจารณาคดีประกอบด้วยผู้พิพากษา 3 ฝ่าย คือ ผู้พิพากษาซึ่งเป็นข้าราชการฝ่ายตุลาการ ผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้าง และผู้พิพากษาสมทบฝ่ายลูกจ้าง จำนวนฝ่ายละเท่าๆกัน ร่วมเป็นองค์คณะการพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:28px&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s63/u400/S_52600878.jpg&quot; style=&quot;width: 60%;&quot; /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม.png&quot; style=&quot;height:302px; width:746px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลยุติธรรม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า&amp;quot;หิรัญบัตร&amp;quot; มีความกว้าง 9.5 ซ.ม.ยาว 37.2 ซ.ม.จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_1.png&quot; style=&quot;height:310px; width:829px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ 120 ปี ในปี พ.ศ. 2545สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น &amp;quot;วันศาลยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_3.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_2.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_4.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม.png&quot; style=&quot;height:302px; width:746px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลยุติธรรม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า&amp;quot;หิรัญบัตร&amp;quot; มีความกว้าง 9.5 ซ.ม.ยาว 37.2 ซ.ม.จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_1.png&quot; style=&quot;height:310px; width:829px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ 120 ปี ในปี พ.ศ. 2545สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น &amp;quot;วันศาลยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_3.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_2.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_4.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s66/u403/IMG_5597_1.jpg&quot; style=&quot;height: 100%; width: 100%;&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลแรงงานภาค ๓&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.๒๕๒๒ มีผลใช้บังคับกำหนดให้จัดตั้งศาลแรงงานกลางขึ้น ในกรุงเทพมหานคร และมีเขตอำนาจทั่วราชอาณาจักร&amp;nbsp; ส่วนศาลแรงงานภาคและศาลแรงงานจังหวัดในระยะเริ่มแรกยังไม่ได้เปิดทำการ&amp;nbsp; คดีแรงงานทั้งหมดทั่วราชอาณาจักรจึงต้องยื่นฟ้องต่อศาลแรงงานกลาง&amp;nbsp; เมื่อมีคดีแรงงานเกิดขึ้นในท้องที่ใดคู่ความมีสิทธิที่จะยื่นคำฟ้องหรือ&amp;nbsp; คำร้องต่อศาลจังหวัดแห่งท้องที่ที่มูลคดีเกิดหรือคู่ความมีภูมิลำเนาอยู่หรือจะยื่นคำฟ้องหรือคำร้องโดยตรงต่อศาลแรงงานกลางก็ได้&amp;nbsp; เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนผู้มีอรรถคดี&amp;nbsp; ศาลแรงงานกลางได้เปิดทำการศาลสาขาขึ้นหลายแห่งทั่วราชอาณาจักร&amp;nbsp; สำหรับพื้นที่ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง&amp;nbsp; ศาลแรงงานกลางได้เปิดทำการศาลสาขาขึ้น ๒ แห่ง เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม&amp;nbsp;๒๕๔๑&amp;nbsp;ได้แก่ศาลแรงงานกลาง(นครราชสีมา) ตั้งอยู่อาคารศาลแขวงนครราชสีมา&amp;nbsp; มีพื้นที่รับผิดชอบ&amp;nbsp;๔ จังหวัด ได้แก่&amp;nbsp;จังหวัดชัยภูมิ&amp;nbsp;จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดบุรีรัมย์ และจังหวัดสุรินทร์&amp;nbsp; และศาลแรงงานกลาง(อุบลราชธานี)&amp;nbsp; ตั้งอยู่&amp;nbsp; ณ อาคารศาลจังหวัดอุบลราชธานี&amp;nbsp; มีพื้นที่รับผิดชอบ&amp;nbsp; ๔&amp;nbsp; จังหวัด&amp;nbsp;ได้แก่&amp;nbsp; จังหวัดศรีสะเกษ&amp;nbsp; จังหวัดอุบลราชธานี&amp;nbsp; จังหวัดอำนาจเจริญ&amp;nbsp; และจังหวัดยโสธร&amp;nbsp; ศาลแรงงานกลางได้จัดให้มีผู้พิพากษา&amp;nbsp; เจ้าหน้าที่ธุรการอยู่ปฏิบัติราชการประจำที่ศาลสาขา&amp;nbsp; ในการพิจารณาคดีผู้พิพากษาจะเดินทางออกไปนั่งพิจารณาคดีที่ศาลจังหวัดต่าง ๆ ในเขตอำนาจเพื่ออำนวยความสะดวกแก่คู่ความ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดจำนวน&amp;nbsp;ที่ตั้ง&amp;nbsp;เขตศาลและวันเปิดทำการศาลแรงงานภาค (ฉบับที่ ๓)&amp;nbsp;พ.ศ. ๒๕๔๘&amp;nbsp; ให้เปิดทำการศาลแรงงานภาค ๑&amp;nbsp;ศาลแรงงานภาค ๓&amp;nbsp;และศาลแรงงานภาค ๗&amp;nbsp; ตั้งแต่วันที่&amp;nbsp; ๓&amp;nbsp; ตุลาคม&amp;nbsp; ๒๕๔๘&amp;nbsp; เป็นต้นไป&amp;nbsp; เมื่อศาลแรงงานภาค ๓&amp;nbsp; เปิดทำการแล้วอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางได้มีคำสั่งยุบสาขาทั้งสองดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ในส่วนของศาลแรงงานภาค ๓&amp;nbsp; พระราชกฤษฎีกาได้กำหนดให้ศาลแรงงานภาค ๓&amp;nbsp; มีที่ตั้ง ณ จังหวัดนครราชสีมา และมีเขตศาลในจังหวัดชัยภูมิ จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดบุรีรัมย์&amp;nbsp; จังหวัดยโสธร&amp;nbsp; จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดสุรินทร์&amp;nbsp; จังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดอำนาจเจริญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันศาลแรงงานภาค ๓ ตั้งอยู่เลขที่ ๖&amp;nbsp; ถนนกำแหงสงคราม&amp;nbsp; ตำบลในเมือง&amp;nbsp; อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เป็นที่ทำการโดยได้ปรับปรุงอาคารศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครราชสีมาหลังเดิมเป็นที่ทำการแห่งใหม่&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s67//u404/Main2023/Graphics/History.png&quot; style=&quot;width: 90%;&quot; /&gt;&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม.png&quot; style=&quot;height:302px; width:746px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลยุติธรรม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า&amp;quot;หิรัญบัตร&amp;quot; มีความกว้าง 9.5 ซ.ม.ยาว 37.2 ซ.ม.จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_1.png&quot; style=&quot;height:310px; width:829px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ 120 ปี ในปี พ.ศ. 2545สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น &amp;quot;วันศาลยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_3.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_2.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_4.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s69/u406/Logoศาลแรงงานภาค6.png&quot; style=&quot;height:321px; width:300px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size:28px&quot;&gt;เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2523 ได้มีการจัดตั้งศาลแรงงานกลางขึ้นเป็นศาลแรงงานแห่งแรกของประเทศไทย&amp;nbsp; มีเขตอำนาจครอบคลุมทั่วทั้งราชอาณาจักร ในการพิจารณาคดีต้องเดินทางไปพิจารณาคดีตามจังหวัดต่างๆ ที่มีมูลคดีเกิดขึ้นทำให้ประสบปัญหาในการเดินทาง ทั้งในด้านบุคลากรและด้านงบประมาณเมื่อ พ.ศ. 2538 ถึง พ.ศ. 2545 จึงจัดตั้งศาลแรงงานกลางสาขาขึ้นตามจังหวัดสำคัญๆ หลายจังหวัด ซึ่งรวมถึงศาลแรงงานกลาง (นครสวรรค์) ด้วย โดยศาลแรงงานกลาง (นครสวรรค์)&amp;nbsp; มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์และอุทัยธานี ต่อมาวันที่ 1 กรกฎาคม 2547&amp;nbsp; ได้เปิดทำการศาลแรงงานภาค 6 ขึ้น โดยมีที่ตั้งอยู่อาคารศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครสวรรค์ ถนนริมน้ำ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ ศาลแรงงานภาค 6 มีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีแรงงานอันเป็นข้อขัดแย้งระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง โดยมีผู้พิพากษาซึ่งมีความเข้าใจในปัญหาแรงงานร่วมกับผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้างและผู้พิพากษาสมทบฝ่ายลูกจ้าง ได้กำหนดวิธีพิจารณาคดีในศาลแรงงาน ให้เป็นไปโดยสะดวก ประหยัด รวดเร็ว เสมอภาคและเที่ยงธรรม เพื่อให้คู่ความสามารถตกลงกันได้โดยการประนีประนอมยอมความกันเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจที่ดีต่อกัน&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลแรงงานภาค 7&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;ศาลแรงงานภาค ๗ เป็นศาลชำนัญพิเศษ ตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกากำหนดจำนวนที่ตั้งเขตศาลและวันเปิดทำการของศาลแรงงานภาค (ฉบับที่ ๓) พุทธศักราช ๒๕๔๘ เปิดทำการเมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๔๘ มีที่ตั้ง ณ จังหวัดกาญจนบุรี&amp;nbsp; เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนในส่วนภูมิภาคและเพื่อการพิจารณาคดีที่รวดเร็วขึ้น มีอำนาจพิจารณาคดีแรงงานเฉพาะในส่วนแพ่งเท่านั้น&amp;nbsp; เนื่องจากคดีแรงงานเป็นคดีที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างไปจากคดีแพ่งและคดีอาญาทั่วไป การดำเนินคดีเป็นไปโดยสะดวก ประหยัด รวดเร็ว เสมอภาคและเป็นธรรม&amp;nbsp; โดยมีเขตอำนาจครอบคลุมพื้นที่ ๖ จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดกาญจนบุรี&amp;nbsp; จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดราชบุรี จังหวัดสมุทรสงคราม และจังหวัดสุพรรณบุรี ต่อมาได้มีพระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจศาลแรงงานกลาง ศาลแรงงานภาค ๑ และศาลแรงงานภาค ๗ พุทธศักราช ๒๕๖๑ โดยให้ศาลแรงงานภาค ๗ มีเขตอำนาจครอบคลุมพื้นที่ ๘ จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดกาญจนบุรี&amp;nbsp; จังหวัดนครปฐม จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดราชบุรี จังหวัดสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสาคร และจังหวัดสุพรรณบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;ศาลแรงงานภาค ๗ เดิมใช้อาคารที่ทำการเดียวกับศาลจังหวัดกาญจนบุรี เลขที่ ๔ หมู่ที่ ๑๒ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ถนนแม่น้ำแม่กลอง ตำบลปากแพรก อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจบุรี&amp;nbsp; ต่อมา ปี ๒๕๖๒ สำนักงานศาลยุติธรรม ได้จัดสรรงบประมาณก่อสร้างอาคารที่ทำการศาลแรงงานภาค ๗ พร้อมบ้านพักและสิ่งก่อสร้างประกอบ วงเงิน ๑๙๘,๘๕๐,๐๐๐ บาท เป็นอาคารสามชั้น ขนาด ๕ บัลลังก์ สำหรับใช้เป็นอาคารที่ทำการแห่งใหม่&amp;nbsp; ซึ่งได้ก่อสร้างในที่ราชพัสดุจังหวัดสมุทรสงคราม แปลงที่ สส.๒๔ (บางส่วน)&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เนื้อที่ ๑๓ ไร่ ๒ งาน ๔๙ ตารางวา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;และเมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ มีประกาศคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม &amp;nbsp;เรื่อง เปลี่ยนแปลงสถานที่ตั้งของศาลแรงงานภาค ๗ จากอาคารที่ทำการหลังเดิมอาคารศาลจังหวัดกาญจนบุรี ไปยังอาคารที่ทำการแห่งใหม่ เลขที่ ๒๒๖ หมู่ที่ ๓ ตำบลลาดใหญ่ อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม โดยให้เริ่มทำการตั้งแต่วันที่ ๓ เมษายน ๒๕๖๖ เป็นต้นไป&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม.png&quot; style=&quot;height:302px; width:746px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลยุติธรรม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า&amp;quot;หิรัญบัตร&amp;quot; มีความกว้าง 9.5 ซ.ม.ยาว 37.2 ซ.ม.จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_1.png&quot; style=&quot;height:310px; width:829px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ 120 ปี ในปี พ.ศ. 2545สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น &amp;quot;วันศาลยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_3.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_2.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_4.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม.png&quot; style=&quot;height:302px; width:746px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลยุติธรรม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า&amp;quot;หิรัญบัตร&amp;quot; มีความกว้าง 9.5 ซ.ม.ยาว 37.2 ซ.ม.จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_1.png&quot; style=&quot;height:310px; width:829px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ 120 ปี ในปี พ.ศ. 2545สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น &amp;quot;วันศาลยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_3.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_2.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_4.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;a href=&quot;http://lbphkc.coj.go.th/cms/s72//his1.png&quot; onclick=&quot;window.open(this.href, &#039;&#039;, &#039;resizable=yes,status=no,location=no,toolbar=no,menubar=no,fullscreen=no,scrollbars=no,dependent=no&#039;); return false;&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s72//his1.png&quot; style=&quot;width: 100%; height: 100%;&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#0000ff;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:26px;&quot;&gt;&lt;strong&gt;(คลิกที่ภาพเพื่อขยาย)&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;a href=&quot;http://lbphkc.coj.go.th/cms/s72//his2.png&quot; onclick=&quot;window.open(this.href, &#039;&#039;, &#039;resizable=yes,status=no,location=no,toolbar=no,menubar=no,fullscreen=no,scrollbars=no,dependent=no&#039;); return false;&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s72//his2.png&quot; style=&quot;width: 100%; height: 100%;&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม.png&quot; style=&quot;height:302px; width:746px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลยุติธรรม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า&amp;quot;หิรัญบัตร&amp;quot; มีความกว้าง 9.5 ซ.ม.ยาว 37.2 ซ.ม.จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_1.png&quot; style=&quot;height:310px; width:829px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ 120 ปี ในปี พ.ศ. 2545สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น &amp;quot;วันศาลยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_3.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_2.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_4.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;&lt;strong&gt;&amp;nbsp; &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size:48px&quot;&gt;&lt;strong&gt;ประวัติศาลอุทธรณ์&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:36px&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size:28px&quot;&gt; การปฏิรูปศาลเริ่มด้วยการประกาศตั้งกระทรวงยุติธรรม โดยให้รวมศาลในกรุงเทพมหานครมาสังกัดกระทรวงยุติธรรมแต่เพียงแห่งเดียว และให้ยกศาลฎีกาเป็นศาลอุทธรณ์คดีหลวง และยกคดีความทั้งปวงที่ค้างพิจารณาอยู่มาพิจารณาด้วย ให้ยกคดีความชั้นอุทธรณ์ที่หัวเมืองส่งมาพิจารณาที่ศาลกรมมหาดไทย ศาลกรมพระกลาโหม และศาลกรมท่ากลางมาพิจารณาที่ศาลอุทธรณ์คดีราษฎร์ ส่วนคดีในศาลชั้นต้นให้แยกตามลักษณะคดีว่าเป็นคดีแพ่งหรืออาญา โดยให้ยกคดีอาญาจากศาลต่าง ๆ มาพิจารณาที่ศาลพระราชอาญาเพียงแห่งเดียว สำหรับศาลที่พิจารณาพิพากษาคดีแพ่งให้รวมศาลแพ่งเกษม ศาลกรมวัง ศาลกรมนา เข้าด้วยกันและเรียกว่า ศาลแพ่งเกษม ให้รวมศาลแพ่งกลาง ศาลกรมท่ากลาง ศาลกรมท่าซ้าย ศาลกรมท่าขวา ศาลธรรมการ ศาลราชตระกูล เข้าด้วยกันและเรียกว่า ศาลแพ่งกลาง ให้รวมศาลสรรพากร ศาลมรดก เข้าด้วยกันและเรียกว่า ศาลสรรพากร ส่วนศาลต่างประเทศที่มีข้อผูกพันกับต่างประเทศให้คงอยู่ตามเดิม&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:28px&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ต่อมาคดีในศาลอุทธรณ์คดีหลวงเหลือน้อยจึงให้ยุบรวมกับศาลอุทธรณ์คดีราษฎร์ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) จึงมีศาลชั้นอุทธรณ์เพียงศาลอุทธรณ์คดีราษฎร์ศาลเดียว และเรียกว่า &lt;strong&gt;&amp;quot;ศาลอุทธรณ์&amp;quot;&lt;/strong&gt; และเมื่อจัดตั้งศาลอุทธรณ์ขึ้นแล้วได้โอนการพิจารณาพิพากษาคดีที่อุทธรณ์จากศาลต่างประเทศจากเสนาบดีว่าการต่างประเทศมาให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษานับแต่นั้นมา&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:28px&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อจัดตั้งศาลในกรุงเทพมหานครแล้ว จึงได้ดำเนินการจัดตั้งศาลในหัวเมืองต่าง ๆ ต่อไป พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมหัวเมืองต่าง ๆ ซึ่งเคยขึ้นต่อกรมมหาดไทย กรมพระกลาโหม และกรมท่า มาขึ้นต่่อกระทรวงมหาดไทยทั้งหมด เว้นแต่เมืองนนทบุรี ปทุมธานี นครเขื่อนขันธ์ และสมุทรปราการ ที่ขึ้นกับกระทรวงนครบาล ตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม ร.ศ. 113 (พ.ศ. 2437) แล้วจัดตั้งมณฑลขึ้น โดยมีข้าหลวงเทศาภิบาล เป็นผู้บังคับบัญชา และขึ้นตรงต่อเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งข้าหลวงพิเศษ ประกอบด้วย พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ (พระยศในสมัยนั้น) ขุนหลวงพระไกรสี (เปล่ง เวภาระ) และมิสเตอร์ อาร์ เย เกิกปาตริก ร่วมกับข้าหลวงเทศาภิบาล และผู้ว่าราชการเมืองในมณฑล จัดตั้งศาลมณฑล ศาลเมือง และศาลแขวง ตามพระธรรมนูญศาลหัวเมือง ร.ศ. 114 ดังนั้น คดีอุทธรณ์คำพิพากษาศาลมณฑลในหัวเมือง ข้าหลวงพิเศษจึงเป็นผู้พิจารณาพิพากษาคดีแทนศาลอุทธรณ์ เรียกว่า &lt;strong&gt;&amp;quot;ศาลอุทธรณ์ข้าหลวงพิเศษ&amp;quot;&lt;/strong&gt; ส่วนศาลอุทธรณ์เดิม เรียกว่า &lt;strong&gt;&amp;quot;ศาลอุทธรณ์กรุงเทพฯ&amp;quot;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:28px&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาในปี พ.ศ. 2468 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวม &lt;strong&gt;ศาลอุทธรณ์กรุงเทพฯ&lt;/strong&gt; และ&lt;strong&gt;ศาลอุทธรณ์ข้าหลวงพิเศษ&lt;/strong&gt; เป็นศาลเดียวกัน เรียกว่า &lt;strong&gt;&amp;quot;ศาลอุทธรณ์กรุงเทพฯ&amp;quot;&lt;/strong&gt; มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอุทธรณ์ทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2469 เป็นต้นมา&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:36px&quot;&gt;&lt;strong&gt;ที่ทำการศาลอุทธรณ์อดีต ถึง ปัจจุบัน&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;font-size:28px&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s74/u690/ตึกศาลสถิตต์.jpg&quot; style=&quot;height:300px; width:825px&quot; /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:28px&quot;&gt;ศาลอุทธรณ์ อาคาร &amp;quot;ศาลสถิตย์ยุติธรรม&amp;quot;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:28px&quot;&gt;พ.ศ. 2434 - พ.ศ. 2486&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s74/u690/551000013842003.jpg&quot; style=&quot;height:300px; width:479px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:28px&quot;&gt;ศาลอุทธรณ์ อาคารศาลยุติธรรม ถนนราชินี&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:28px&quot;&gt;พ.ศ. 2486&amp;nbsp;- พ.ศ. 2535&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s74/u1125/รูปอาคารศาลอุทธรณ์2.jpg&quot; style=&quot;width: 800px; height: 364px;&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:28px&quot;&gt;ศาลอุทธรณ์ อาคารศาลอุทธรณ์ ถนนรัชดาภิเษก&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:28px&quot;&gt;พ.ศ. 2535&amp;nbsp;- ปัจจุบัน&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:36px&quot;&gt;&lt;strong&gt;พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:36px&quot;&gt;&lt;strong&gt;เสด็จพระราชดำเนินเหยียบศาลอุทธรณ์&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:36px&quot;&gt;&lt;strong&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s74/u690/รัชกาลที่_9.jpg&quot; style=&quot;height:450px; width:700px&quot; /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:28px&quot;&gt;เมื่อวันที่ 26 มกราคม พุทธศักราช 2495 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร&amp;nbsp;เสด็จพระราชดำเนินมายังศาลอุทธรณ์ ทรงลงพระปรมาภิไธยในสมุดเยี่ยมศาลอุทธรณ์ ณ ที่นั้น พระมนูเวทย์วิมลนาท (มนูเวทย์ สุมาวงศ์) อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ พร้อมด้วยผู้พิพากษาตั้งแถวรับเสด็จ จากนั้น อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์&amp;nbsp;เบิกผู้พิพากษาเข้าเฝ้าฯ แล้วเชิญเสด็จทอดพระเนตรห้องพิจารณาคดีศาลอุทธรณ์&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:28px&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s74/u1125/Scan0002 - Copy 1.jpg&quot; style=&quot;width: 500px; height: 393px;&quot; /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:22px;&quot;&gt;(ลายพระปรมาภิไธย&amp;nbsp;พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในสมุดเยี่ยมศาลอุทธรณ์)&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:36px&quot;&gt;&lt;strong&gt;พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:36px&quot;&gt;&lt;strong&gt;เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิดอาคารศาลอุทธรณ์ในปัจจุบัน&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:36px&quot;&gt;&lt;strong&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s74/u690/รัชกาลที่_10_1.jpg&quot; style=&quot;height:200px; width:300px&quot; /&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s74/u690/รัชกาลที่_10_2.jpg&quot; style=&quot;height:197px; width:300px&quot; /&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s74/u690/รัชกาลที่_10_3.jpg&quot; style=&quot;height:203px; width:300px&quot; /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size:36px&quot;&gt;&lt;strong&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s74/u690/รัชกาลที่_10_4.jpg&quot; style=&quot;height:198px; width:300px&quot; /&gt;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:36px&quot;&gt;&lt;strong&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s74/u690/รัชกาลที่_10_5.jpg&quot; style=&quot;height:198px; width:300px&quot; /&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s74/u690/รัชกาลที่_10_6.jpg&quot; style=&quot;height:198px; width:300px&quot; /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size:36px&quot;&gt;&lt;strong&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s74/u690/รัชกาลที่_10_7.jpg&quot; style=&quot;height:197px; width:300px&quot; /&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s74/u690/รัชกาลที่_10_8.jpg&quot; style=&quot;height:198px; width:300px&quot; /&gt;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:28px&quot;&gt;เมื่อวันที่ 7 กันยายน พุทธศักราช 2535 เวลา 14.00 นาฬิกา พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะดำรงพระราชอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเสด็จพระราชดำเนินประกอบพิธีเปิดอาคารที่ทำการศาลอุทธรณ์ ถนนรัชดาภิเษก แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร (หลังปัจจุบัน) ตามคำกราบบังคมทูลของนายวิเชียร วัฒนคุณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:28px&quot;&gt;เมื่อวันที่ 12 เมษายน พุทธศักราช 2532 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะดำรงพระราชอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารที่ทำการศาลอุทธรณ์&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:28px&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s74/u1125/Scan0003.jpg&quot; style=&quot;width: 500px; height: 394px;&quot; /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:22px;&quot;&gt;(ลายพระปรมาภิไธย&amp;nbsp;พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว&amp;nbsp;ในสมุดเยี่ยมศาลอุทธรณ์)&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;font-size:28px&quot;&gt;ข้อมูล และภาพจากหนังสือ 119 ปี ศาลอุทธรณ์&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s76/u1362/history1.png&quot; style=&quot;width: 80%; height: 80%;&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s76/u1362/apsc_history2.png&quot; style=&quot;width: 80%; height: 80%;&quot; /&gt;&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม.png&quot; style=&quot;height:302px; width:746px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลยุติธรรม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า&amp;quot;หิรัญบัตร&amp;quot; มีความกว้าง 9.5 ซ.ม.ยาว 37.2 ซ.ม.จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_1.png&quot; style=&quot;height:310px; width:829px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ 120 ปี ในปี พ.ศ. 2545สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น &amp;quot;วันศาลยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_3.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_2.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_4.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม.png&quot; style=&quot;height:302px; width:746px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลยุติธรรม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า&amp;quot;หิรัญบัตร&amp;quot; มีความกว้าง 9.5 ซ.ม.ยาว 37.2 ซ.ม.จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_1.png&quot; style=&quot;height:310px; width:829px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ 120 ปี ในปี พ.ศ. 2545 สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น &amp;quot;วันศาลยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_3.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_2.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_4.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s79/u414/sanCutFinish.jpg&quot; style=&quot;height:200px; width:800px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:48px&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#0000ff&quot;&gt;&lt;strong&gt;ประวัติความเป็นมา&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อวันที่ 25 มีนาคม ร.ศ. 110 (พ.ศ.2434) &amp;nbsp;ได้มีการประกาศตั้งกระทรวงยุติธรรมขึ้นและได้ รวมศาลทั้งหมดให้สังกัดกระทรวงยุติธรรม โดยยกศาลฎีกาไปเป็นศาลอุทธรณ์คดีหลวง และให้ศาลอุทธรณ์มหาดไทยเป็นศาลอุทธรณ์คดีราษฎร์ เมื่อมีพระราชบัญญัติจัดการศาลในสนามสถิตย์ยุติธรรม ลงวันที่ 31 มีนาคม ร.ศ.111 ให้ยกเลิกศาลอุทธรณ์คดีหลวง คงเหลือแต่ศาลอุทธรณ์คดีราษฎร์เพียงศาลเดียว เรียกว่าศาลอุทธรณ์ ในปี ร.ศ. 115 ได้มีการตราพระราชบัญญัติตั้งข้าหลวงพิเศษขึ้น และมีการประกาศให้คู่ความอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลหัวเมืองต่อข้าหลวงพิเศษแทนศาลอุทธรณ์ เรียกชื่อว่า&amp;nbsp;ศาลอุทธรณ์ข้าหลวงพิเศษ ทำให้ศาลอุทธรณ์กลับมามี 2 ศาลอีก จนถึงปี พ.ศ.2469 จึงมีประกาศให้รวมศาลทั้งสองศาลเป็นศาลเดียว เรียกว่า ศาลอุทธรณ์กรุงเทพ มีอำนาจพิจารณาคดีอุทธรณ์ทั่วราชอาณาจักร ต่อมาเมื่อตราพระราชบัญญัติให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ.2477 ซึ่งกำหนดให้ศาลยุติธรรมมี 3 ชั้น คือ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต่อมามีการตราพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอุทธรณ์ภาค พ.ศ.2532 และพระราชกฤษฎีกากำหนดจำนวนที่ตั้งเขตศาลและวันเปิดทำการของศาลอุทธรณ์ภาค พ.ศ.2532 มีผลบังคับใช้ ศาลอุทธรณ์จึงได้แบ่งเป็น 4 ศาล คือ ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ศาลอุทธรณ์ภาค 2 และศาลอุทธรณ์ภาค 3 ซึ่งได้เปิดทำการเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2533 โดยศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีที่ตั้งอยู่ ณ บริเวณศาลแขวงพระนครใต้ เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีเขตอำนาจใน 14 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกระบี่ ชุมพร ตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี พังงา พัทลุง ภูเก็ต ยะลา ระนอง สงขลา สตูล และสุราษฎร์ธานี ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้ย้ายที่ทำการมาอยู่ ณ ที่ทำการชั้นที่ 13 อาคารศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร โดยเปิดทำการเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2535 จนกระทั่งในปี พ.ศ.2536 ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดจำนวนที่ตั้ง เขตศาล และวันเปิดทำการของ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ศาลอุทธรณ์ภาค (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2536 เปลี่ยนแปลงเขตอำนาจศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ศาลอุทธรณ์ภาค 2 และศาลอุทธรณ์ภาค 3 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 11 ตอนที่ 101&amp;nbsp; ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2536 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2536 เป็นต้นไป โดยศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีเขตศาลเพิ่มขึ้นอีก 8 จังหวัด คือ จังหวัดกาญจนบุรี นครปฐม ราชบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร และสุพรรณบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในปี 2540 ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดจำนวนที่ตั้ง เขตศาล และวันเปิดทำการของศาลอุทธรณ์ภาค (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2540 ให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2540 เป็นต้นไป ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเขตศาลอุทธรณ์นี้ กำหนดให้มีศาลอุทธรณ์กลางและศาลอุทธรณ์ภาค อีกจำนวน 9 ภาค โดยศาลอุทธรณ์ภาค 3 ปัจจุบันมีเขตศาลใน 8 จังหวัด ดังนี้ คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s79/u414/11.jpg&quot; style=&quot;height:241px; width:400px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;table border=&quot;0&quot; cellpadding=&quot;1&quot; cellspacing=&quot;1&quot; style=&quot;width:500px&quot;&gt;
	&lt;tbody&gt;
		&lt;tr&gt;
			&lt;td&gt;1. จังหวัดนครราชสีมา &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;
			&lt;td&gt;5. จังหวัดศรีสะเกษ&lt;/td&gt;
		&lt;/tr&gt;
		&lt;tr&gt;
			&lt;td&gt;2. จังหวัดชัยภูมิ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;
			&lt;td&gt;6. จังหวัดอุบลราชธานี&lt;/td&gt;
		&lt;/tr&gt;
		&lt;tr&gt;
			&lt;td&gt;3. จังหวัดบุรีรัมย์ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;
			&lt;td&gt;7. จังหวัดยโสธร&lt;/td&gt;
		&lt;/tr&gt;
		&lt;tr&gt;
			&lt;td&gt;4. จังหวัดสุรินทร์ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;
			&lt;td&gt;8. จังหวัดอำนาจเจริญ&lt;/td&gt;
		&lt;/tr&gt;
	&lt;/tbody&gt;
&lt;/table&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงมีเขตอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีที่อุทธรณ์มาจากศาลชั้นต้นครอบคลุมพื้นที่ภาค 3 รวม 28 ศาล ประกอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;table border=&quot;0&quot; cellpadding=&quot;1&quot; cellspacing=&quot;1&quot; style=&quot;width:700px&quot;&gt;
	&lt;tbody&gt;
		&lt;tr&gt;
			&lt;td&gt;1. ศาลจังหวัดนครราชสีมา&lt;/td&gt;
			&lt;td&gt;15. ศาลจังหวัดกันทรลักษ์&lt;/td&gt;
		&lt;/tr&gt;
		&lt;tr&gt;
			&lt;td&gt;2. ศาลจังหวัดชัยภูมิ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;
			&lt;td&gt;16. ศาลจังหวัดเดชอุดม&lt;/td&gt;
		&lt;/tr&gt;
		&lt;tr&gt;
			&lt;td&gt;3. ศาลจังหวัดบุรีรัมย์&amp;nbsp;&lt;/td&gt;
			&lt;td&gt;17. ศาลแขวงนครราชสีมา&lt;/td&gt;
		&lt;/tr&gt;
		&lt;tr&gt;
			&lt;td&gt;4. ศาลจังหวัดสุรินทร์&lt;/td&gt;
			&lt;td&gt;18. ศาลแขวงนครราชสีมา (พิมาย)&lt;/td&gt;
		&lt;/tr&gt;
		&lt;tr&gt;
			&lt;td&gt;5. ศาลจังหวัดศรีสะเกษ&lt;/td&gt;
			&lt;td&gt;19. ศาลแขวงสุรินทร์&lt;/td&gt;
		&lt;/tr&gt;
		&lt;tr&gt;
			&lt;td&gt;6. ศาลจังหวัดอุบลราชธานี&amp;nbsp;&lt;/td&gt;
			&lt;td&gt;20. ศาลแขวงอุบลราชธานี&lt;/td&gt;
		&lt;/tr&gt;
		&lt;tr&gt;
			&lt;td&gt;7. ศาลจังหวัดยโสธร &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;
			&lt;td&gt;21. ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครราชสีมา&lt;/td&gt;
		&lt;/tr&gt;
		&lt;tr&gt;
			&lt;td&gt;8. ศาลจังหวัดอำนาจเจริญ &amp;nbsp;&lt;/td&gt;
			&lt;td&gt;22. ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุบลราชธานี&lt;/td&gt;
		&lt;/tr&gt;
		&lt;tr&gt;
			&lt;td&gt;9. ศาลจังหวัดภูเขียว&lt;/td&gt;
			&lt;td&gt;23. ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดชัยภูมิ&lt;/td&gt;
		&lt;/tr&gt;
		&lt;tr&gt;
			&lt;td&gt;10.ศาลจังหวัดบัวใหญ่&lt;/td&gt;
			&lt;td&gt;24. ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดบุรีรัมย์&lt;/td&gt;
		&lt;/tr&gt;
		&lt;tr&gt;
			&lt;td&gt;11.ศาลจังหวัดสีคิ้ว&lt;/td&gt;
			&lt;td&gt;25. ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสุรินทร์&lt;/td&gt;
		&lt;/tr&gt;
		&lt;tr&gt;
			&lt;td&gt;12.ศาลจังหวัดสีคิ้ว (ปากช่อง)&lt;/td&gt;
			&lt;td&gt;26. ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดศรีสะเกษ&lt;/td&gt;
		&lt;/tr&gt;
		&lt;tr&gt;
			&lt;td&gt;13.ศาลจังหวัดนางรอง&lt;/td&gt;
			&lt;td&gt;27. ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอำนาจเจริญ&lt;/td&gt;
		&lt;/tr&gt;
		&lt;tr&gt;
			&lt;td&gt;14.ศาลจังหวัดรัตนบุรี&lt;/td&gt;
			&lt;td&gt;28. ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดยโสธร&lt;/td&gt;
		&lt;/tr&gt;
	&lt;/tbody&gt;
&lt;/table&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ต่อมาได้มีกฎหมายแยกศาลออกจากกระทรวงยุติธรรมและมีการปรับโครงสร้างศาลยุติธรรม 3 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พระราชบัญญัติข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 และพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2543 ได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 117 ตอนที่ 44 ก ลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2543 และมีผลใช้บังคับวันที่ 19 พฤษภาคม 2543 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป การบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวทำให้มีการเปลี่ยนแปลงชื่อตำแหน่ง ผู้บริหารงานศาลอุทธรณ์ จากอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์หรืออธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค...&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์หรือรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค... เป็นประธานศาลอุทธรณ์หรือประธานศาลอุทธรณ์ภาค... รองประธานศาลอุทธรณ์ หรือรองประธานศาลอุทธรณ์ภาค 3&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต่อมาได้มีพระราชกฤษฎีกา กำหนดจำนวน ที่ตั้งเขตศาล และวันเปิดทำการของศาลอุทธรณ์ภาค (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2556 กำหนดให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ย้ายที่ทำการจากกรุงเทพมหานคร มาตั้งอยู่ ณ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2556 เป็นต้นไป เพื่อเป็นการกระจายที่ตั้งของศาลอุทธรณ์ภาคไปยังส่วนภูมิภาค อันเป็นการอำนวยความสะดวกและอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนในส่วนภูมิภาคได้อย่างทั่วถึง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ดังนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงมีเขตอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีที่อุทธรณ์มาจากศาลชั้นต้นครอบคลุมพื้นที่ภาค 3 รวม 28 ศาล ประกอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;table border=&quot;0&quot; cellpadding=&quot;1&quot; cellspacing=&quot;1&quot; style=&quot;width:500px&quot;&gt;
	&lt;tbody&gt;
		&lt;tr&gt;
			&lt;td&gt;1. ศาลจังหวัดนครราชสีมา&lt;/td&gt;
			&lt;td&gt;15. ศาลจังหวัดกันทรลักษ์&lt;/td&gt;
		&lt;/tr&gt;
		&lt;tr&gt;
			&lt;td&gt;2. ศาลจังหวัดชัยภูมิ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;
			&lt;td&gt;16. ศาลจังหวัดเดชอุดม&lt;/td&gt;
		&lt;/tr&gt;
		&lt;tr&gt;
			&lt;td&gt;3. ศาลจังหวัดบุรีรัมย์&amp;nbsp;&lt;/td&gt;
			&lt;td&gt;17. ศาลแขวงนครราชสีมา&lt;/td&gt;
		&lt;/tr&gt;
		&lt;tr&gt;
			&lt;td&gt;4. ศาลจังหวัดสุรินทร์&lt;/td&gt;
			&lt;td&gt;18. ศาลแขวงนครราชสีมา (พิมาย)&lt;/td&gt;
		&lt;/tr&gt;
		&lt;tr&gt;
			&lt;td&gt;5. ศาลจังหวัดศรีสะเกษ&lt;/td&gt;
			&lt;td&gt;19. ศาลแขวงสุรินทร์&lt;/td&gt;
		&lt;/tr&gt;
		&lt;tr&gt;
			&lt;td&gt;6. ศาลจังหวัดอุบลราชธานี&amp;nbsp;&lt;/td&gt;
			&lt;td&gt;20. ศาลแขวงอุบลราชธานี&lt;/td&gt;
		&lt;/tr&gt;
		&lt;tr&gt;
			&lt;td&gt;7. ศาลจังหวัดยโสธร &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;
			&lt;td&gt;21. ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครราชสีมา&lt;/td&gt;
		&lt;/tr&gt;
		&lt;tr&gt;
			&lt;td&gt;8. ศาลจังหวัดอำนาจเจริญ &amp;nbsp;&lt;/td&gt;
			&lt;td&gt;22. ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุบลราชธานี&lt;/td&gt;
		&lt;/tr&gt;
		&lt;tr&gt;
			&lt;td&gt;9. ศาลจังหวัดภูเขียว&lt;/td&gt;
			&lt;td&gt;23. ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดชัยภูมิ&lt;/td&gt;
		&lt;/tr&gt;
		&lt;tr&gt;
			&lt;td&gt;10.ศาลจังหวัดบัวใหญ่&lt;/td&gt;
			&lt;td&gt;24. ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดบุรีรัมย์&lt;/td&gt;
		&lt;/tr&gt;
		&lt;tr&gt;
			&lt;td&gt;11.ศาลจังหวัดสีคิ้ว&lt;/td&gt;
			&lt;td&gt;25. ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสุรินทร์&lt;/td&gt;
		&lt;/tr&gt;
		&lt;tr&gt;
			&lt;td&gt;12.ศาลจังหวัดสีคิ้ว (ปากช่อง)&lt;/td&gt;
			&lt;td&gt;26. ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดศรีสะเกษ&lt;/td&gt;
		&lt;/tr&gt;
		&lt;tr&gt;
			&lt;td&gt;13.ศาลจังหวัดนางรอง&lt;/td&gt;
			&lt;td&gt;27. ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอำนาจเจริญ&lt;/td&gt;
		&lt;/tr&gt;
		&lt;tr&gt;
			&lt;td&gt;14.ศาลจังหวัดรัตนบุรี&lt;/td&gt;
			&lt;td&gt;28. ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดยโสธร&lt;/td&gt;
		&lt;/tr&gt;
	&lt;/tbody&gt;
&lt;/table&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ต่อมาได้มีกฎหมายแยกศาลออกจากกระทรวงยุติธรรมและมีการปรับโครงสร้างศาลยุติธรรม 3 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พระราชบัญญัติข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 และพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2543 ได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 117 ตอนที่ 44 ก ลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2543 และมีผลใช้บังคับวันที่ 19 พฤษภาคม 2543 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป การบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวทำให้มีการเปลี่ยนแปลงชื่อตำแหน่ง ผู้บริหารงานศาลอุทธรณ์ จากอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์หรืออธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค...&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์หรือรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค... เป็นประธานศาลอุทธรณ์หรือประธานศาลอุทธรณ์ภาค... รองประธานศาลอุทธรณ์ หรือรองประธานศาลอุทธรณ์ภาค 3&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ต่อมาได้มีพระราชกฤษฎีกา กำหนดจำนวน ที่ตั้งเขตศาล และวันเปิดทำการของศาลอุทธรณ์ภาค (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2556 กำหนดให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ย้ายที่ทำการจากกรุงเทพมหานคร มาตั้งอยู่ ณ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2556 เป็นต้นไป เพื่อเป็นการกระจายที่ตั้งของศาลอุทธรณ์ภาคไปยังส่วนภูมิภาค อันเป็นการอำนวยความสะดวกและอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนในส่วนภูมิภาคได้อย่างทั่วถึง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อำนาจศาลอุทธรณ์ภาค 3 ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 22 บัญญัติให้ศาลอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์ภาคมีอำนาจพิจารณาพิพากษาบรรดาคดีที่อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นตามกฎหมายว่าด้วยการอุทธรณ์ และว่าด้วยเขตอำนาจศาล และมีอำนาจดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;1. พิพากษายืนตาม แก้ไข กลับ หรือยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่พิพากษาลงโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต ในเมื่อคดีนั้นได้ส่งขึ้นมายังศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาค ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. วินิจฉัยชี้ขาดคำร้อง คำขอที่ยื่นต่อศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคตามกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. วินิจฉัยชี้ขาดคดีที่ศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคมีอำนาจวินิจฉัยได้ตามกฎหมายอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยังมีอำนาจพิจารณาและวินิจฉัยคดีที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง และการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นตามกฎหมาย&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม.png&quot; style=&quot;height:302px; width:746px&quot; /&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลยุติธรรม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่าง ๆ ให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน&amp;nbsp; และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ ๑๐๐ ปี ซึ่งตรงกับวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๔๒๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า&amp;quot;หิรัญบัตร&amp;quot; มีความกว้าง ๙.๕ ซ.ม.ยาว ๓๗.๒ ซ.ม. จำนวน ๔ แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_1.png&quot; style=&quot;height:310px; width:829px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ ๒๒๐ ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ ๑๒๐&amp;nbsp;ปี ในปี พ.ศ. ๒๕๔๕&amp;nbsp; สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ ๒๑ เมษายนของทุกปีเป็น &amp;quot;วันศาลยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_3.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_2.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_4.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๘&amp;nbsp;ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ ๑๐๐&amp;nbsp;ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๔๓&amp;nbsp;มาตรา ๕&amp;nbsp;บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๔๓&amp;nbsp;จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description></description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s82/u417/pic/ประวัตศาล1.jpg&quot; style=&quot;width: 678px; height: 793px;&quot; /&gt;&lt;br /&gt;
&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s82/u417/pic/ประวัติศาล2.jpg&quot; style=&quot;width: 677px; height: 793px;&quot; /&gt;&lt;br /&gt;
&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s82//u417/pic/ประวัติศาล_367.jpg&quot; style=&quot;width: 677px; height: 793px;&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม.png&quot; style=&quot;height:302px; width:746px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลยุติธรรม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า&amp;quot;หิรัญบัตร&amp;quot; มีความกว้าง 9.5 ซ.ม.ยาว 37.2 ซ.ม.จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_1.png&quot; style=&quot;height:310px; width:829px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ 120 ปี ในปี พ.ศ. 2545สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น &amp;quot;วันศาลยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_3.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_2.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_4.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s83/u418/ประวัติ2.jpg&quot; style=&quot;width: 900px; height: 1129px;&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จากนั้นสำนักงานศาลยุติธรรม ได้แจ้งประกาศในราชกิจจานุเบกษาของประกาศของคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม เรื่อง เปลี่ยนแปลงสถานที่ตั้งของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับฎีกาที่ ๑๓๖ ตอนที่ ๗๖ ก วันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๒ มีสาระสำคัญคือ ประกาศเปลี่ยนแปลงสถานที่ตั้งของศาลอุทธรณ์ภาค ๗ จากที่ทำการศาลอุทธรณ์ภาค ๗ หลังเดิม ถนนรัชดาภิเษก แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ไปยังอาคารที่ทำการหลังใหม่ เลขที่ ๑๐๐/๑ หมู่ที่ ๖ ตำบลถนนขาด อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม โดยเริ่มทำการตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๖๒ เป็นต้นไป&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม.png&quot; style=&quot;height:302px; width:746px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลยุติธรรม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า&amp;quot;หิรัญบัตร&amp;quot; มีความกว้าง 9.5 ซ.ม.ยาว 37.2 ซ.ม.จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_1.png&quot; style=&quot;height:310px; width:829px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ 120 ปี ในปี พ.ศ. 2545สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น &amp;quot;วันศาลยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_3.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_2.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_4.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม.png&quot; style=&quot;height:302px; width:746px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลยุติธรรม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า&amp;quot;หิรัญบัตร&amp;quot; มีความกว้าง 9.5 ซ.ม.ยาว 37.2 ซ.ม.จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_1.png&quot; style=&quot;height:310px; width:829px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ 120 ปี ในปี พ.ศ. 2545สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น &amp;quot;วันศาลยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_3.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_2.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_4.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s88/u437/picture/about.jpg&quot; style=&quot;height:3508px; width:2480px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s89/u438/113369.jpg&quot; style=&quot;height:299px; width:750px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;color:#000080&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:48px&quot;&gt;&lt;strong&gt;ประวัติศาลจังหวัดธัญบุรี&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s89/u438/tanya1.jpg&quot; style=&quot;width: 300px; height: 208px;&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เนื่องจากเมืองธัญบุรีเป็นเมืองที่อยู่ห่างไกลจากเมืองหลวง เมื่อมีคดีเกิดขึ้นต้องนำคดีไปขึ้นศาลที่เมืองหลวง ทำให้เกิดความล่าช้าและไม่สะดวก สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงมีลายพระหัตถ์ถึงพระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงยุติธรรม เรื่องการตั้ง ศาลธัญบุรี ใจความสำคัญว่า &amp;ldquo;กรมหลวงนเรศร แจ้งว่า เมืองธัญบุรีไม่ได้ตั้งศาล ผู้ว่าราชการเมืองไปจัดการโจรผู้ร้าย เมื่อได้ตัวผู้ร้ายต้องส่งเข้ามาพิจารณาถึงกรุงเทพเป็นระยะทางไกล ทำให้ไม่สะดวก จึงขอให้กระทรวงเมืองหารือกับกระทรวงยุติธรรมคิดตั้งศาลขึ้นโดยเร็ว ขอให้เสนาบดีคิดดูว่า จะจัดการตั้งศาลในเมืองนี้ได้หรือไม่&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s89/u438/300px_Rama_V_in_Thanyaburi.jpg&quot; style=&quot;width: 300px; height: 407px;&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ศาลเมืองธัญบุรี จึงได้เริ่มตั้งขึ้นเมื่อวันที่ ๑ กันยายน ร.ศ. ๑๒๓ ซึ่งตรงกับปีพุทธศักราช ๒๒๔๔ โดยอาคารศาลจังหวัดธัญบุรีหลังแรกถูกสร้างขึ้นในที่ราชพัสดุเป็นอาคารไม้ชั้นเดียว มีห้องพิจารณาเพียง ๑ ห้อง จนกระทั่งย้ายไปอาคารหลังที่ ๒ เมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคมปีพุทธศักราช ๒๕๐๐ เป็นอาคาร ๒ ชั้น ขนาด ๕ ห้องพิจารณา เปิดทำการ ณ อาคารหลังที่ ๒ ได้ประมาณ ๑๐ ปีเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s89/u438/Thanyaburi_Court_Old.jpg&quot; style=&quot;width: 289px; height: 180px;&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปรากฏว่ามีการขยายตัวของชุมชนในเขตอำนาจของศาลจังหวัดธัญบุรีเป็นจำนวนมาก เนื่องจากมีการก่อสร้างสถานประกอบการ นิคมอุตสาหกรรม โครงการหมู่บ้านจัดสรร ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ อีกทั้งในเมืองธัญบุรียังเป็นสถานที่ตั้งของมหาวิทยาลัยและหน่วยงานราชการต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก เมื่อมีจำนวนประชากรอยู่เป็นจำนวนมาก จึงก่อให้เกิดข้อโต้แย้งสิทธิและการกระทำละเมิดต่อกฎหมายให้มากขึ้นด้วย คดีจึงขึ้นสู่การพิจารณาของศาลจังหวัดธัญบุรีเป็นจำนวนมาก แต่เนื่องจากศาลจังหวัดธัญบุรีมีขนาดเล็ก ซึ่งไม่เพียงพอต่อการให้บริการ ต่อมาในปีงบประมาณ ๒๕๓๙ กระทรวงยุติธรรมจึงได้จัดสรรเงินงบประมาณมาให้ศาลจังหวัดธัญบุรีทำการก่อสร้างอาคารปัจจุบัน จนกระทั่งเมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๔๓ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว&amp;nbsp; เสด็จมาประกอบวางศิลาฤกษ์และเปิดอาคารศาลจังหวัดธัญบุรีหลังปัจจุบันอย่างเป็นทางการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ศาลจังหวัดธัญบุรีมีอำนาจพิพากษาคดีแพ่งและคดีอาญา ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจ ๔ อำเภอ คือ อำเภอธัญบุรี อำเภอคลองหลวง อำเภอหนองเสือ และอำเภอลำลูกกา อาคารศาลจังหวัดธัญบุรี เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กเป็นอาคาร ๔ ชั้น ขนาด ๑๘ ห้องพิจารณา กว้าง ๔๒ เมตร ยาว ๑๓๕ เมตร มีพื้นที่ใช้สอยประมาณ ๑๑,๐๐๐ ตารางเมตร สร้างอยู่ติดถนนเลียบคลองหก ถนนรังสิต-นครนายก ตำบลรังสิต อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ในเนื้อที่ ๑๑ ไร่ ๑ งาน ๗๑ ตารางวา เป็นอาคารขนาดใหญ่ สร้างโดยคำนึงถึงความสง่างาม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s89/u438/รูปศาล.jpg&quot; style=&quot;width: 1058px; height: 463px;&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:28px&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#0000ff&quot;&gt;&lt;strong&gt;ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับ&lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:28px&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#0000ff&quot;&gt;&lt;strong&gt;ประวัติความเป็นมา&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นศาลหัวเมืองแห่งแรกที่สามารถตั้งและขึ้นสังกัดกระทรวงยุติธรรม&amp;nbsp; นับตั้งแต่มีการปฏิรูปการศาลโดยการตั้งกระทรวงยุติธรรมใน พ.ศ. 2434 เป็นต้นมา ก่อนหน้านั้นการยุติธรรมของไทยยังไม่มีการจัดให้เป็นระบบ&amp;nbsp; กระจัดกระจายตามสังกัดต่าง ๆ ดังนั้นการปฏิรูปการศาลและกฎหมายนับเป็นเรื่องที่ทำได้ยากทีเดียว แต่ก็จำเป็นเพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการจัดระบบบริหารการกระจายอำนาจหน้าที่ และที่สำคัญคือเรื่องเอกสิทธิทางการศาลซึ่งจะทำให้ไทยมีฐานะทัดเทียมกับประเทศทางตะวันตก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประวัติศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องอย่างมากกับการปฏิรูปศาลในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สภาพศาลก่อนมีการปฏิรูปนั้น สับสน ไม่ได้มีการจัดเป็นระบบแต่ละกรมต่างมีอำนาจทั้งด้านบริหารและตุลาการ ทำการชำระคดีความที่เกี่ยวข้องกับกิจการที่ตนเป็นผู้บริหาร&amp;nbsp; ศาลจึงต่างชำระความของตนเอง&amp;nbsp; ดังนั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ปฏิรูปประเทศในทุก ๆ ด้าน จึงทรงเห็นความจำเป็นในการรวบรวมศาลที่อยู่ในกรมกองต่าง ๆ ให้เป็นหมวดหมู่ สังกัดอยู่ในกระทรวงเดียวกัน โดยประกาศตั้งกระทรวงยุติธรรมขึ้นเมื่อวันที่ 25 มีนาคม ร.ศ.110 ( พ.ศ. 2434 )&amp;nbsp; ต่อมาได้มีการขยายวิธีจัดราชการศาลในระบบใหม่ออกไปยังหัวเมือง ได้จัดตั้งศาลยุติธรรมขึ้นในหัวเมือง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;span style=&quot;color:#ff0000&quot;&gt; &lt;strong&gt;โดยจัดตั้งศาลมณฑลกรุงเก่า&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; ก่อนเป็นแห่งแรก&amp;nbsp; โดยมณฑลกรุงเก่ามีเมืองรับผิดชอบ 8 เมือง คือ&amp;nbsp; พระนครศรีอยุธยา&amp;nbsp; พรหมบุรี&amp;nbsp; ลพบุรี&amp;nbsp; สระบุรี&amp;nbsp; สิงห์บุรี&amp;nbsp; อินทร์บุรี&amp;nbsp; อ่างทอง&amp;nbsp; และอุทัยธานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;span style=&quot;color:#0000ff&quot;&gt;&lt;strong&gt;ศาลมณฑลกรุงเก่าอยู่ในบริเวณพระที่นั่งพิมานรัตยาพระราชวังจันทร์เกษม&amp;nbsp; พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดในวันเดียวกับวันที่เสด็จเปิดทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือระยะทาง&amp;nbsp; กรุงเทพฯ &amp;ndash; กรุงเก่า&amp;nbsp; ตรงกับวันที่ 26 มีนาคม&amp;nbsp; พ.ศ. 2440( ร.ศ.115 ) โดยประทับรถไฟเป็นปฐมฤกษ์จากสถานีกรุงเทพฯ เสด็จพระราชดำเนินลงที่สถานีกรุงเก่า&amp;nbsp; เพื่อทรงกรุณาโปรดเกล้า ฯ เปิดที่ว่าการและศาลมณฑลกรุงเก่าด้วย&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;ต่อมาใน พ.ศ. 2452 ( ร.ศ.127 ) ได้มีการก่อสร้างที่ทำการศาลมณฑลกรุงเก่าขึ้นบริเวณระหว่างพระราชวังจันทร์เกษม กับที่ว่าการหอทะเบียน&amp;nbsp;ทำพิธีเปิดศาลในวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2453&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลักษณะศาลเป็นเรือนไม้ 2 ชั้น ชั้นบนเป็นศาลแพ่งและศาลมณฑล ชั้นล่างเป็นศาลอาญา ดังนั้นการศาลในมณฑลกรุงเก่าจึงเป็นรูปร่างขึ้น&amp;nbsp; ทั้งทางด้านระบบงาน และการเอื้ออำนวยความสะดวกให้แก่ข้าราชการผู้ปฏิบัติราชการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงแก้ไขระเบียบการปกครองใหม่ โดยรวมมณฑลเข้าเป็นภาค และจัดแบ่งส่วนราชการใหม่บ้าง ดังเช่น พ.ศ. 2458 ได้จัดส่วนปกครองมณฑลกรุงเทพฯใหม่ โอนเมืองประทุมธานีและธัญบุรี ซึ่งเคยปกครองแต่เดิม ไปสังกัดมณฑลกรุงเก่า กระทรวงยุติธรรมจึงให้ศาลเมืองประทุมธานีและธัญบุรี ซึ่งเคยปกครองแต่เดิม ไปสังกัดมณฑลกรุงเก่า กระทรวงยุติธรรมจึงให้ศาลเมืองประทุมและธัญบุรี ไปขึ้นกับศาลมณฑลกรุงเก่าด้วย มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเหมือนกับศาลเมืองทั้งหลายในมณฑลกรุงเก่า&amp;nbsp; แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงอำนาจและขอบเขตทางการปกครองใหม่ การเรียกชื่อเมือง ในมณฑลยังคงสับสนอยู่&amp;nbsp; เรียกว่าเมืองบ้าง&amp;nbsp; จังหวัดบ้าง&amp;nbsp; จึงโปรดเกล้าฯให้เปลี่ยนคำว่า &amp;ldquo;เมือง&amp;rdquo; เป็น &amp;ldquo;จังหวัด&amp;rdquo; เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2459 ดังนั้น ศาลเมืองต่าง ๆ ก็ต้องเปลี่ยนมาเรียกชื่อว่าเป็น &amp;ldquo;ศาลจังหวัด&amp;rdquo; ตั้งแต่บัดนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กระทรวงมหาดไทยมีความเห็นว่า การเรียกชื่อกรุงเก่าเรียกทั้งมณฑล และเมืองกรุงเก่าทั้ง 2 ชื่อ ทำให้สับสน จึงประกาศในเรียกเป็นนามเดียวกันว่า &amp;ldquo;มณฑลอยุธยา&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;จังหวัดพระนครศรีอยุธยา&amp;rdquo; กระทรวงยุติธรรมจึงประกาศให้ศาลยุติธรรมในหัวเมืองแก้นามจากศาลเมืองเป็นศาลจังหวัดด้วย และคงให้มีอำนาจพิจารณาพิพากษาอรรถคดีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ร.ศ. 127 ทุกประการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ครั้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ.2471 ได้ประกาศจัดระเบียบราชการกระทรวงยุติธรรมใหม่ กำหนดให้เสนาบดีกระทรวงยุติธรรมเป็นประธานมีหน้าที่รับผิดชอบบังคับบัญชาข้าราชการฝ่ายธุรการ ส่วนการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเป็นอำนาจอิสระของผู้พิพากษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในระยะเดียวกันนี้ ศาลมณฑลอยุธยาได้มีการปรับปรุงอีกครั้ง โดยทั่วไปมณฑลต่าง ๆ มีศาลมณฑลศาลเดียวตั้งอยู่ในจังหวัดอันเป็นที่ตั้งมณฑล ไม่มีศาลจังหวัดตั้งซ้อนอยู่ด้วย ศาลมณฑลมีหน้าที่ชำระคดีที่เกินอำนาจของศาลจังหวัด และชำระความอุทธรณ์ที่เกิดขึ้นในมณฑลนั้น แต่เนื่องจากในมณฑลอยุธยา ศาลมณฑลมีคดีความมาก จึงจำเป็นต้องตั้งศาลจังหวัดขึ้นในจังหวัดที่ตั้งศาลมณฑล เพื่อแบ่งเบาภาระศาลมณฑลด้วย ภายหลังได้ประกาศแก้ไขอำนาจศาลมณฑลตัดการอุทธรณ์ในชั้นศาลมณฑลลงชั้นหนึ่งก่อน ลักษณะเช่นนี้ แม้ว่าชื่อศาลจะแยกเรียกเป็นศาลจังหวัดกับศาลมณฑล แต่ในส่วนการงานได้ทำรวมกันอยู่แล้วจึงได้มีการประกาศรวมศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาส่วนแพ่ง&amp;nbsp; ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาส่วนอาญา&amp;nbsp; เข้ารวมในศาลมณฑลอยุธยา เพื่อให้เป็นระเบียบเดียวกันกับศาลมณฑลอื่น ๆ นับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2473&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สรุปได้ว่าก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง ศาลสังกัดกระทรวงยุติธรรมแบ่งออกเป็น 2 แผนก คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.&amp;nbsp; ศาลสถิตยุติธรรมกรุงเทพ ฯ แบ่งออกเป็น 3 ขั้น คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก.&amp;nbsp; ศาลฎีกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข.&amp;nbsp; ศาลอุทธรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ค.&amp;nbsp; ศาลพระราชอาญา&amp;nbsp; ศาลแพ่ง&amp;nbsp; ศาลต่างประเทศ&amp;nbsp; ศาลคดีต่างประเทศ&amp;nbsp; และศาลโปริสภา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.&amp;nbsp; ศาลชั้นต้น มีศาลแพ่ง ศาลอาญา&amp;nbsp; ศาลจังหวัด&amp;nbsp; ศาลแขวง&amp;nbsp; และศาลคดีเด็กและเยาวชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.&amp;nbsp; ศาลอุทธรณ์ มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่ฎีกาคำพิพากษา หรือคำสั่งของศาลชั้นต้นทั่วราชอาณาจักร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.&amp;nbsp; ศาลฎีกา มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่ฎีกาคำพิพากษาหรือ คำสั่งของศาลอุทธรณ์ คำตัดสินถือเป็นที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันก็ได้อาศัยหลักการนี้มาโดยตลอด รวมทั้งมีการจัดตั้งศาลชำนัญพิเศษเพิ่มขึ้นตามความเหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับอาคารศาลมณฑลกรุงเก่า ( มณฑลอยุธยา ) ซึ่งได้จัดสร้างขึ้นและเปิดใช้เป็นที่ทำการตั้งแต่ วันที่ 1 พฤษภาคม 2453 บริเวณระหว่างพระราชวังจันทร์เกษม กับที่ว่าการหอทะเบียน ( ปัจจุบันอยู่ที่ถนน อู่ทอง&amp;nbsp; ตำบลหอรัตนไชย&amp;nbsp; อำเภอพระนครศรีอยุธยา&amp;nbsp; จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ) ภายหลังได้มีการยกเลิกศาลมณฑล ให้ศาลมณฑลมีฐานะเป็นศาลจังหวัด ก็ได้ใช้เป็นที่ทำการตลอดมา ครั้นเมื่อ พ.ศ. 2500 ได้จัดตั้งศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาขึ้น ได้แบ่งเอาอาคารบางส่วนเป็นที่ทำการศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาด้วย&amp;nbsp; ทำให้ห้องทำงานและห้องพิพากษาคดีไม่เพียงพอ&amp;nbsp; กระทรวงยุติธรรมจึงได้ของบประมาณสร้างอาคารศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ขึ้นใหม่โดยใช้อาคารหลังเดิมเป็นที่ทำการศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา และได้รับเงินงบประมาณดำเนินการก่อสร้างเป็นเงิน 8,843,000 บาท ก่อสร้างเป็นอาคารตึก 2 ชั้น หลังคาทรงไทย ขนาด&amp;nbsp; 13 บัลลังก์ ซึ่งได้ก่อสร้างแล้วเสร็จ และ&lt;span style=&quot;color:#ff0000&quot;&gt;&lt;strong&gt;พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สมเด็จพระบรมโอรสสาธิราชสยามมงกุฎราชกุมารเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ทรงประกอบพิธีเปิดอาคารที่ทำการศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 26&amp;nbsp; มีนาคม&amp;nbsp; 2522&amp;nbsp;&amp;nbsp;ซึ่งวันที่ตรงกับวันที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดศาลมณฑลกรุงเก่า เมื่อ 82 ปีก่อน อันนับเป็นมหาศุภฤกษ์มงคลกาล&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม.png&quot; style=&quot;height:302px; width:746px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลยุติธรรม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า&amp;quot;หิรัญบัตร&amp;quot; มีความกว้าง 9.5 ซ.ม.ยาว 37.2 ซ.ม.จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_1.png&quot; style=&quot;height:310px; width:829px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ 120 ปี ในปี พ.ศ. 2545สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น &amp;quot;วันศาลยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_3.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_2.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_4.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ศาลจังหวัดชัยบาดาล&lt;/strong&gt; จัดสร้างขึ้นตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลจังหวัดที่อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี พ.ศ. ๒๕๓๗&amp;nbsp; (ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๑๑ ตอนที่ ๖๑ ก&amp;nbsp; ลงวันที่ ๒๖ ธันวาคม&amp;nbsp; ๒๕๓๗)&amp;nbsp; เรียกว่า ศาลจังหวัดชัยบาดาล โดยมีพระราชกฤษฎีกา กำหนดให้เปิดทำการศาลจังหวัดชัยบาดาล ตั้งแต่วันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๕๐ เป็นต้นไป (ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๒๔&amp;nbsp; ตอนที่ ๒&amp;nbsp; ก&amp;nbsp; ลงวันที่ 8 มกราคม ๒๕๕๐) และมีพระราชกฤษฎีกาให้ใช้บทบัญญัติมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. ๒๕๒๐&amp;nbsp; เพื่อนำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัดชัยบาดาลสำหรับคดีอาญาที่อยู่ในอำนาจศาลแขวง &amp;nbsp;&amp;nbsp;ซึ่งเกิดขึ้นในท้องที่&lt;strong&gt; อำเภอโคกเจริญ&amp;nbsp; อำเภอชัยบาดาล&amp;nbsp; อำเภอท่าหลวง&amp;nbsp; อำเภอลำสนธิ และอำเภอสระโบสถ์ &lt;/strong&gt;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;จังหวัดลพบุรี&lt;/strong&gt; (ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๒๔ ตอนที่ ๒ ก&amp;nbsp; ลงวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๕๐)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลจังหวัดชัยบาดาล มีที่ตั้งอยู่ ณ เลขที่ ๑๙๙ หมู่ ๔ ถนนสระบุรี&amp;ndash;หล่มสัก ตำบลห้วยหิน อำเภอ ชัยบาดาล&amp;nbsp; จังหวัดลพบุรี&amp;nbsp; โดยสำนักงานธนารักษ์จังหวัดลพบุรี ได้ดำเนินการทำนิติกรรมรับโอนกรรมสิทธิ์จากบริษัท ดีเลิศการ์เด้นท์รีสอร์ท จำกัด โดยนายสมพงษ์ วงศ์นพรัตน์เลิศ&amp;nbsp; เพื่อให้ทำการก่อสร้างศาลจังหวัดชัยบาดาล จำนวน ๔๗ แปลง เป็นที่ดินมีโฉนด จำนวน ๔๔ ฉบับ ที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ &amp;nbsp;(นส. ๓ ก) จำนวน ๓ ฉบับ จำนวนเนื้อที่ดินทั้งหมด ๕๒&amp;ndash; ๒- ๔๕ ไร่ &amp;nbsp;เริ่มดำเนินการก่อสร้างเมื่อวันที่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;๒๗ &amp;nbsp;มกราคม &amp;nbsp;๒๕๔๗&amp;nbsp; โดยห้างหุ้นส่วนจำกัด วี.สถาปัตย์&amp;nbsp; ซึ่งจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ณ สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดเพชรบูรณ์&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประกอบด้วย&amp;nbsp; อาคารที่ทำการศาลสูง ๒ ชั้น ขนาด&amp;nbsp; ๘&amp;nbsp; บัลลังก์&amp;nbsp; จำนวน ๑ หลัง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บ้านพักผู้พิพากษาหัวหน้าศาล&amp;nbsp; จำนวน&amp;nbsp; ๑&amp;nbsp; หลัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; บ้านพักผู้พิพากษา จำนวน ๗&amp;nbsp;หลัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; บ้านพักผู้อำนวยการฯ&amp;nbsp; จำนวน ๑ หลัง&amp;nbsp; อาคารที่พักข้าราชการ&amp;nbsp; ขนาด ๘ หน่วย จำนวน ๑ หลัง&amp;nbsp; และอาคารที่พักข้าราชการขนาด ๑๒ หน่วย&amp;nbsp; จำนวน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ๑ หลัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จในปลายปี ๒๕๔๘&amp;nbsp; โดยใช้งบประมาณทั้งสิ้น&amp;nbsp; ๖๔,๐๐๐,๐๐๐&amp;nbsp; บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม.png&quot; style=&quot;height:302px; width:746px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลยุติธรรม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า&amp;quot;หิรัญบัตร&amp;quot; มีความกว้าง 9.5 ซ.ม.ยาว 37.2 ซ.ม.จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_1.png&quot; style=&quot;height:310px; width:829px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ 120 ปี ในปี พ.ศ. 2545สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น &amp;quot;วันศาลยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_3.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_2.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_4.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลจังหวัดสระบุรี&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s94/u443/old_court.jpg&quot; style=&quot;height:334px; width:500px&quot; /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลจังหวัดสระบุรี&amp;nbsp; มีชื่อเดิมมาตั้งแต่ต้น&amp;nbsp; ปลูกสร้างอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 182 เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ 52 ตารางวา&amp;nbsp; ต่อมาอาคารศาลได้ถูกไฟไหม้&amp;nbsp; ทำให้เอกสารหลักฐานและภาพถ่ายอาคารศาลถูกไฟไหม้ไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อาคารศาลหลังเดิม&amp;nbsp; ได้ถูกสร้างขึ้นทดแทนอาคารศาลหลังเดิม&amp;nbsp; เมื่อปี พ.ศ. 2472&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บนที่ดินราชพัสดุ&amp;nbsp; โฉนดเลขที่ 184 เนื้อที่ 24 ไร่ 3 งาน 56 ตารางวา&amp;nbsp; ซึ่งบนที่ดินแปลงนี้มีหน่วยงานของทางราชการอยู่รวมกันหลายหน่วยงานด้วยกัน&amp;nbsp; ได้แก่ ศาลากลางจังหวัดสระบุรี&amp;nbsp; สำนักงานที่ดินจังหวัดสระบุรี องค์การบริหารส่วนจังหวัดสระบุรี&amp;nbsp; และที่ว่าการอำเภอเมืองสระบุรี เป็นต้น&amp;nbsp; ศาลจังหวัดสระบุรีได้ใช้ส่วนหนึ่งของที่ดินแปลงนี้เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ 2 งาน 80 ตารางวา&amp;nbsp; ปลูกสร้างอาคารซึ่งอยู่ห่างจากอาคารหลังเดิมไปทางทิศตะวันออกเล็กน้อย ลักษณะของอาคารเป็นตึกทรงปั้นหยา 2 ชั้น&amp;nbsp; หน้ามุขเป็นศาลขนาด 3 บัลลังก์ ตั้งอยู่ที่&amp;nbsp; ถนนพิชัยรณรงค์สงคราม ซอย 13 ด้านทิศตะวันตก&amp;nbsp; ติดกับถนนพิชัยรณรงค์สงคราม ซอย 14 ต่อมาได้มีการต่อเติมและปรับปรุงห้องพิจารณาเพิ่มเติม เพื่อรองรับปริมาณงานและอัตรากำลังที่เพิ่มขึ้นรวม 5 ครั้งคือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ในปี พ.ศ. 2508&amp;nbsp; ได้ก่อสร้างต่อเติมอาคารศาลทางด้านทิศใต้&amp;nbsp; ลักษณะเป็นอาคารตึก 2 ชั้น ชั้นบนใช้เป็นห้องทำงานของผู้พิพากษาหัวหน้าศาลและคณะผู้พิพากษากับทำเป็นห้องพิจารณา 2 ห้อง มีทางเดินเชื่อมต่อกับอาคารหลังเดิมใช้เป็นที่ทำงานของข้าราชการศาลยุติธรรม ห้องพักอัยการ และห้องพักทนายความ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในปี พ.ศ.2521&amp;nbsp; ได้ทำการซ่อมแซมและต่อเติมอาคารศาลหลังเดิม&amp;nbsp; โดยเปลี่ยนโครงสร้างหลังคาที่ชำรุด เปลี่ยนกระเบื้องมุงหลังคา ปูพื้นกระเบื้องยาง&amp;nbsp; เปลี่ยนสายไฟ&amp;nbsp; โคมไฟและทาสีใหม่ กับได้ต่อเติมห้องพิจารณาขึ้นอีก 2 ห้อง ตรงช่องทางเดินระหว่างอาคารศาลหลังเดิมกับอาคารศาลที่ต่อเติมใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในปี พ.ศ.2535&amp;nbsp; ได้ทำการซ่อมแซมอาคารศาลส่วนที่ชำรุด&amp;nbsp; ตลอดจนทาสีและเปลี่ยนอุปกรณ์ไฟฟ้าใหม่&amp;nbsp; ดัดแปลงห้องสมุดเล็ก ๆ 2 ห้อง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งอยู่ที่อาคารหลังเดิมจัดทำเป็นห้องพิจารณา 2 ห้อง ค่าใช้จ่ายในการนี้ได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนส่วนหนึ่งและจ่ายจากเงินดอกเบี้ยอันเกิดจากเงินกลางอีกส่วนหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s94/u443/SS2_edit2.jpg&quot; style=&quot;height:293px; width:450px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในปี พ.ศ. 2539&amp;nbsp; ได้ทำการแบ่งห้องพิจารณาคดีที่ 8 และที่ 9 จัดทำเป็นห้องพิจารณคดีเพิ่มขึ้นอีก 2 ห้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในปี พ.ศ. 2540&amp;nbsp; ได้ทำการแบ่งห้องพิจารณาคดีที่ 6 และที่ 7 จัดทำเป็นห้องพิจารณาคดีเพิ่มขึ้นอีก&amp;nbsp; 2&amp;nbsp; ห้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในปี พ.ศ. 2543 ได้ทำการแบ่งห้องพิจารณาคดีที่ 2 และที่ 7 จัดทำเป็นห้องพิจารณาคดีเพิ่มขึ้นอีก 2 ห้อง สร้างห้องไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทและห้องสืบพยานเด็กขึ้นอีกอย่างละ1 ห้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ศาลจังหวัดสระบุรี (หลังเก่า) เป็นศาลขนาด 15&amp;nbsp; บัลลังก์&amp;nbsp; ประกอบด้วยตัวอาคารตึก 2 ชั้น 2 หลัง&amp;nbsp; อาคารด้านหน้า(อาคารหลังเดิม) ชั้นบนเป็นห้องพิจารณาคดี 14 ห้อง&amp;nbsp; ห้องศูนย์หน้าบัลลังก์ ส่วนชั้นล่างเป็นห้องควบคุมผู้ต้องหาและจำเลย&amp;nbsp; ห้องเก็บสำนวนความและเอกสาร&amp;nbsp; ห้องเก็บพัสดุ ที่สำหรับพักพยานหรือคู่ความที่มาติดต่อราชการ และห้องเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย&amp;nbsp; อาคารด้านหลัง(ต่อเติมขึ้นใหม่เมื่อปี พ.ศ.2508) ชั้นบนใช้เป็นห้องทำงานของผู้พิพากษาหัวหน้าศาล&amp;nbsp; และคณะผู้พิพากษาและห้องพิจารณาคดี 3 ห้อง ชั้นล่างใช้เป็นห้องทำงานของข้าราชการศาลยุติธรรม&amp;nbsp; ห้องสมุด 1 ห้อง&amp;nbsp; และห้องพักทนายความ 1 ห้อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s94/u443/new_court.jpg&quot; style=&quot;height:640px; width:852px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อาคารที่ทำการศาลจังหวัดสระบุรีปัจจุบัน ได้รับจัดสรรงบประมาณในการก่อสร้างอาคารที่ทำการศาลหลังใหม่พร้อมบ้านพักและสิ่งก่อสร้างประกอบ ปลูกสร้างบนเนื้อที่&amp;nbsp;&amp;nbsp; 19&amp;nbsp; ไร่ 3 งาน 23.3&amp;nbsp; ตารางวา&amp;nbsp; ตั้งอยู่เลขที่&amp;nbsp; 42&amp;nbsp; หมู่ 5&amp;nbsp;&amp;nbsp; ริมถนนทางหลวงหมายเลข 362&amp;nbsp; ตอนทางเลี่ยงเมืองสระบุรีด้านตะวันตก (ทางเลี่ยงเมืองดาวเรือง)&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตำบลดาวเรือง&amp;nbsp; อำเภอเมือง&amp;nbsp; จังหวัดสระบุรี&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัจจุบันก่อสร้างเสร็จแล้ว&amp;nbsp; และศาลจังหวัดสระบุรี&amp;nbsp; ย้ายไปเปิดทำการที่อาคารศาลหลังใหม่&amp;nbsp; เมื่อวันจันทร์ที่&amp;nbsp; 3&amp;nbsp; พฤศจิกายน&amp;nbsp; 2557&amp;nbsp; เป็นต้นไป&amp;nbsp; เป็นอาคารที่ทำการ&amp;nbsp; จำนวน&amp;nbsp; 13&amp;nbsp; ชั้น&amp;nbsp; ประกอบด้วยห้องพิจารณาคดี&amp;nbsp; จำนวน 22&amp;nbsp; ห้อง&amp;nbsp; ห้องพักผู้พิพากษาหัวหน้าศาล&amp;nbsp; จำนวน 1&amp;nbsp; ห้อง &amp;nbsp;ห้องพักผู้พิพากษา&amp;nbsp; จำนวน&amp;nbsp; 3 ห้อง&amp;nbsp; ห้องธุรการ จำนวน 3 ห้อง ห้องไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท&amp;nbsp; จำนวน&amp;nbsp; 2&amp;nbsp;&amp;nbsp; ห้อง&amp;nbsp; ห้องสืบพยานเด็ก&amp;nbsp; จำนวน 1 ห้อง&amp;nbsp; ห้องเก็บสำนวน&amp;nbsp; จำนวน 3 ห้อง&amp;nbsp; ห้องควบคุม จำนวน 2 ห้อง&amp;nbsp; ห้องพัสดุ จำนวน 2 ห้อง&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#0000cd;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:36px;&quot;&gt;&lt;strong&gt;ประวัติศาลจังหวัดสิงห์บุรี&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:36px;&quot;&gt;&lt;strong&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s95//u444/banner/22.jpg&quot; style=&quot;width: 600px; height: 400px;&quot; /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:24px;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt; ศาลจังหวัดสิงห์บุรี เดิมเรียกว่า &amp;ldquo;ศาลเมืองสิงห์บุรี&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;สิงคบุรี&amp;rdquo; มีฐานะเป็นศาลหัวเมือง จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2441 หรือ ร.ศ.117 ศาลเมืองสิงห์บุรี เดิมอยู่ในมณฑลกรุงเก่า ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น ศาลมณฑลอยุธยา มีผู้พิพากษา 2 คน คือ หลวงหมาดไทย และหลวงรามฤทธิรงค์ อย่างไรก็ดี ไม่ปรากฏหลักฐานใดแน่ชัดว่าที่ทำการศาลเมืองสิงห์บุรี ขณะนั้นตั้งขึ้นที่ใดลักษณะการก่อสร้างเป็นแบบใด คงปรากฏหลักฐานต่อมาเพียงว่า เมื่อเดือนมิถุนายน พุทธศักราช 2447 มีการของบประมาณสร้างศาลเมืองสิงห์บุรี และได้เริ่มทำการก่อสร้าง เมื่อปีพุทธศักราช 2451 หรือ ร.ศ.127 แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างแล้วเสร็จเมื่อใด และมีพิธีเปิดอาคารศาลเมื่อใด แต่จากการที่มีพระบรมรูปรัชกาลที่ 6 ประดิษฐานอยู่ที่ศาล จึงเชื่อกันว่าคงสร้างแล้วเสร็จ และเปิดทำการศาลในสมัยรัชกาลที่ 6 ราวปีพุทธศักราช 2453 หรือ ร.ศ.129&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:24px;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ศาลเมืองสิงห์บุรีเปลี่ยนชื่อเป็น &amp;ldquo;ศาลจังหวัดสิงห์บุรี&amp;rdquo; เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พุทธศักราช 2459 จนกระทั่งปีพุทธศักราช 2526 อาคารศาลจังหวัดสิงห์บุรี มีสภาพเก่าแก่ และชำรุดทรุดโทรมมาก กระทรวงยุติธรรมจึงได้ขออนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2526 ใช้ในการก่อสร้างต่อเติม และปรับปรุงอาคารที่ทำการศาลจังหวัดสิงห์บุรีใหม่ เริ่มดำเนินการก่อสร้างเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พุทธศักราช 2526 แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พุทธศักราช 2527 เป็นอาคารคอนกรีต 3 ชั้น มีห้องพิจารณาคดี 4 ห้อง และได้ทำพิธีเปิดอาคารศาลจังหวัดสิงห์บุรีหลังที่ 2 เมื่อวันศุกร์ที่ 1 มีนาคม พุทธศักราช 2528 ซึ่งปัจจุบันใช้เป็นที่ทำการศาลจังหวัดสิงห์บุรีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว ต่อมาปีพุทธศักราช 2537 กระทรวงยุติธรรมได้อนุมัติเงินก่อสร้างอาคารที่ทำการศาลจังหวัดสิงห์บุรีหลังใหม่ ณ บริเวณศูนย์ราชการจังหวัดสิงห์บุรี ในวงเงินงบประมาณ 44 ล้านบาทเศษ การก่อสร้างเป็นอาคารขนาดใหญ่ 3 ชั้น ประกอบด้วยห้องพิจารณาคดี 14 บัลลังก์ ,ห้องพักผู้พิพากษา, ห้องเจ้าหน้าที่ธุรการ, ห้องเจ้าหน้าที่ช่วยอำนวยการ, ห้องใกล่เกลี่ย, ห้องพักผู้ประนีประนอม, ห้องเก็บสำนวน, ห้องศูนย์หน้าบัลลังก์, ห้องประชุม, ห้องสมุด, ห้องพักทนายความ, ห้องพักพยาน, ห้องควบคุมผู้ต้องหาและจำเลย ,โรงอาหารซึ่งอยู่ภายในอาคารหลังเดียวกัน&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม.png&quot; style=&quot;height:302px; width:746px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลยุติธรรม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า&amp;quot;หิรัญบัตร&amp;quot; มีความกว้าง 9.5 ซ.ม.ยาว 37.2 ซ.ม.จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_1.png&quot; style=&quot;height:310px; width:829px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ 120 ปี ในปี พ.ศ. 2545สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น &amp;quot;วันศาลยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_3.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_2.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_4.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s97//PORT_1_.jpg&quot; style=&quot;width: 1000px; height: 1414px;&quot; /&gt;&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; height=&quot;240&quot; src=&quot;/cms/s98/u447/slide3.jpg&quot; width=&quot;390&quot; /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;img alt=&quot;&quot; height=&quot;238&quot; src=&quot;/cms/s98/u447/slide2.jpg&quot; width=&quot;357&quot; /&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;font-size:24px;&quot;&gt; ศาลเดิม&lt;/span&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;span style=&quot;font-size:24px;&quot;&gt;&lt;strong&gt;&amp;nbsp; ศาลใหม่&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:26px;&quot;&gt;&lt;strong&gt;ประวัติความเป็นมา &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนนทบุรี ได้เปิดทำการครั้งแรก&amp;nbsp; เมื่อวันนที่ 1 พฤษภาคม 2532&amp;nbsp; ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเปิดดำเนินการแผนกคดีเด็กและเยาวชนในศาลจังหวัดนนทบุรีและศาลจังหวัดสมุทรปราการ พ.ศ.2532&amp;nbsp; เดิมใช้ชื่อว่าศาลจังหวัด&lt;br /&gt;
นนทบุรีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลคดีเด็กและเยาวชน พ.ศ.2494 ต่อมาได้มีการยกเลิก&lt;br /&gt;
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลคดีเด็กและเยาวชน&amp;nbsp; พ.ศ.2494&amp;nbsp; และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดี&lt;br /&gt;
เยาวชนและครอบครัว&amp;nbsp; พ.ศ. 2534 และได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 22&amp;nbsp; พฤศจิกายน 2553มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่&amp;nbsp;&amp;nbsp; 22&amp;nbsp; พฤษภาคม&amp;nbsp; 2554 โดยกฎหมาย&lt;br /&gt;
ฉบับดังกล่าวมีบทบัญญัติให้จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดขึ้นในจังหวัดที่มีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวเปิดทำการอยู่แล้วและให้ยุบเลิกแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวนั้น&amp;nbsp; จึงเปลี่ยนชื่อมาเป็น&amp;nbsp; &amp;quot;ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนนทบุรี&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดนนทบุรีแผนกคดีเด็กและเยาวชน คนแรกชื่อ&amp;nbsp; นายจรัล&amp;nbsp;&amp;nbsp; บูรณพันธุ์ศรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;font-size:28px;&quot;&gt;ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size:22px;&quot;&gt;อาคารศาล&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span style=&quot;font-size:22px;&quot;&gt;ใช้อาคารร่วมกับศาลแขวงนนทบุรี&amp;nbsp;&amp;nbsp; 9&amp;nbsp; ชั้น&amp;nbsp; โดยศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนนทบุรีตั้งอยู่ชั้น 5&amp;nbsp; และ&amp;nbsp; 6&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ของอาคารศาลแขวงนนทบุรี&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;strong&gt;บุคลากร&lt;/strong&gt;&amp;nbsp; ประกอบ ด้วยผู้พิพากษาหัวหน้าศาล&amp;nbsp;1 ท่าน&amp;nbsp; ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะ 1&amp;nbsp;ท่าน&amp;nbsp; ผู้พิพากษา 2 ท่าน ผู้พิพากษาอาวุโส 4&amp;nbsp;ท่าน และผู้พิพากษาสมทบ 100&amp;nbsp;ท่าน&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;strong&gt;ห้องพิจารณาคดี&amp;nbsp;&lt;/strong&gt; ประกอบด้วย ห้องพิจารณาคดีแพ่ง&amp;nbsp; 3&amp;nbsp; ห้อง&amp;nbsp; ห้องพิจารณาคดีอาณา 4 ห้อง&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;strong&gt;บ้านพักหรืออาคารชุดพักอาศัย&lt;/strong&gt;&amp;nbsp; ไม่มีบ้านพักข้าราชการตุลาการ และใช้อาคาร ชุดพักอาศัยข้าราชการศาลยุติธรรมร่วมกับศาลจังหวัดนนทบุรีและศาลแขวงนนทุบรี&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;strong&gt;สังกัด&lt;/strong&gt;&amp;nbsp; สำนักงานอธิบดีภาคผู้พิพากษาภาค 1&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;strong&gt;เขตอำนาจศาล&lt;/strong&gt;&amp;nbsp; ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดนนทบุรี&amp;nbsp;ประกอบด้วย&amp;nbsp;1.อำเภอเมืองนนทบุรี 2.อำเภอปากเกร็ด 3.อำเภอบางใหญ่ &amp;nbsp; 4.อำเภอบางบัวทอง 5.อำเภอบางกรวย&amp;nbsp; และ 6.อำเภอไทรน้อย&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;strong&gt;ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนหรือสถานแรกรับ&lt;/strong&gt; คือ ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน&amp;nbsp; เขต 2 จังหวัดราชบุรี และสถานแรกรับเด็กและเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนนทบุรี&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;strong&gt;ที่ตั้ง&lt;/strong&gt;&amp;nbsp; อาคารศาลแขวงนนทบุรี&amp;nbsp; ชั้น 5 - 6&amp;nbsp; ถ.รัตนาธิเบศร์&amp;nbsp; ต.บางกระสอ&amp;nbsp; อ.เมือง&amp;nbsp; จ.นนทบุรี&amp;nbsp;&amp;nbsp; รหัสไปรษณีย์&amp;nbsp; 11000&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s99//u448/banner/pttjcpic02.png&quot; style=&quot;width: 100%; height: 100%;&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;span style=&quot;font-size:48px&quot;&gt;ประวัติศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปทุมธานี&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;span style=&quot;font-size:24px;&quot;&gt; &amp;nbsp; จัดตั้งขึ้น เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2538 โดยพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเปิดทำการ แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว ในศาลจังหวัดปทุมธานี พ.ศ. 2538 มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาที่มีข้อหาว่าเด็กหรือเยาวชนกระทำผิดและคดีแพ่งที่เกี่ยวกับผู้เยาว์หรือครอบครัว มีเขตอำนาจครอบคลุมพื้นที่ในจังหวัดปทุมธานีทั้งหมด&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: justify;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:24px;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อเริ่มเปิดทำการ กระทรวงยุติธรรมเช่าอาคารพาณิชย์เลขที่ 21/17-20 ถนนปทุม-สามโคก ตำบลบางปรอก อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานีให้เป็นที่ทำการชั่วคราว จนกระทั่งปี 2541 ศาลจังหวัดธัญบุรีย้ายที่ทำการไปอยู่อาคารหลังใหม่&amp;nbsp; ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปทุมธานีจึงย้ายที่ทำการมาอยู่ที่อาคารเดิมของศาลจังหวัดธัญบุรีเลขที่ 577 ถนนรังสิต-นครนายก อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2541 ทำให้ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปทุมธานีมีที่ทำการที่สง่างามและกว้างขวางไว้อำนวยความยุติธรรมแก่เด็กและเยาวชนตลอดจนครอบครัว ในเขตอำนาจตั้งแต่วันดังกล่าวจนถึงปัจจุบัน&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s100/u449/atyjcnv_about_1473137013.jpg&quot; style=&quot;height:3700px; width:1200px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม.png&quot; style=&quot;height:302px; width:746px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลยุติธรรม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า&amp;quot;หิรัญบัตร&amp;quot; มีความกว้าง 9.5 ซ.ม.ยาว 37.2 ซ.ม.จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_1.png&quot; style=&quot;height:310px; width:829px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ 120 ปี ในปี พ.ศ. 2545สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น &amp;quot;วันศาลยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_3.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_2.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_4.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s102/u451/2001.jpg&quot; style=&quot;width: 610px; height: 876px;&quot; /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s102/u451/2002.jpg&quot; style=&quot;width: 601px; height: 876px;&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s102/u451/2003.jpg&quot; style=&quot;width: 610px; height: 876px;&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม.png&quot; style=&quot;height:302px; width:746px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลยุติธรรม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า&amp;quot;หิรัญบัตร&amp;quot; มีความกว้าง 9.5 ซ.ม.ยาว 37.2 ซ.ม.จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_1.png&quot; style=&quot;height:310px; width:829px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ 120 ปี ในปี พ.ศ. 2545สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น &amp;quot;วันศาลยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_3.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_2.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_4.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#0000ff&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:36px&quot;&gt;ประวัติศาลจังหวัดสิงห์บุรีและศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสิงห์บุรี&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;a href=&quot;/cms/s104/u453/snbjc_1509512376.jpg&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s104/u453/snbjc_1509512376.jpg&quot; style=&quot;height:310px; width:933px&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ศาลจังหวัดสิงห์บุรี&amp;nbsp; เดิมเรียกว่า &amp;ldquo;ศาลเมืองสิงห์บุรี&amp;rdquo;&amp;nbsp; หรือ &amp;ldquo;สิงคบุรี&amp;rdquo;&amp;nbsp; มีฐานะเป็นศาลหัวเมืองที่จัดตั้งขึ้นรวมอยู่ในศาลมณฑลกรุงเก่า ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเรียกชื่อเป็น &amp;ldquo;ศาลมณฑลอยุธยา&amp;rdquo; เมื่อวันที่&amp;nbsp; 15 พฤศจิกายน&amp;nbsp; 2441 (ร.ศ.117) มีผู้พิพากษา 2 คน คือ หลวงมหาดไทยและหลวงรามฤทธิรงค์ แต่ไม่ปรากฏหลักฐานใดว่าที่ทำการศาลเมืองสิงห์บุรีขณะนั้นตั้งขึ้นที่ใดและมีลักษณะการก่อสร้างเป็นแบบใด&amp;nbsp; คงปรากฏหลักฐานต่อมาเพียงว่า เมื่อเดือนมิถุนายน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปี 2447&amp;nbsp; (ร.ศ.123) ปลัดทูลฉลองกระทรวงยุติธรรมได้ทำหนังสือขอพระราชทานกราบทูลพระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นจันทบุรีนฤนาถ เพื่อของบประมาณตั้งศาลเมืองสิงห์บุรี&amp;nbsp; และเริ่มดำเนินการก่อสร้าง&amp;nbsp; สันนิษฐานว่าใช้แบบแปลนการก่อสร้างทรงเดียวกับศาลเมืองเพชรบุรีและราชบุรี&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และก่อสร้างแล้วเสร็จ&amp;nbsp; เปิดทำการในสมัยรัชกาลที่ 6 ปีพ.ศ. 2453 (ร.ศ.129)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s104/u453/snbjc_1509512386.jpg&quot; style=&quot;height:100px; width:300px&quot; /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s104/u453/snbjc_1509512407.jpg&quot; style=&quot;height:100px; width:300px&quot; /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s104/u453/รูปภาพ9.png&quot; style=&quot;height:100px; width:156px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลเมืองสิงห์บุรีสร้างขึ้นบนที่ดินราชพัสดุมีเนื้อที่ 1 ไร่ 82 ตารางวา&amp;nbsp; ตั้งอยู่ที่ตำบลบางพุทรา อำเภอเมืองสิงห์บุรี&amp;nbsp; จังหวัดสิงห์บุรี&amp;nbsp; อยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในแนวเดียวกับ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ศาลากลางจังหวัดสิงห์บุรี ซึ่งสร้างขึ้นภายหลังเมื่อปี&amp;nbsp; 2454 (ร.ศ.130) อาคารศาลเป็นผนังก่ออิฐ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถือปูน มีบัลลังก์เดียวอยู่ด้านหน้า ห้องจ่าศาลกับเสมียน พนักงานรวมกัน 1 ห้อง ห้องเก็บสำนวน 1 ห้อง&amp;nbsp; ด้านหลังกั้นเป็นห้องทำงานผู้พิพากษา 1&amp;nbsp; ห้อง&amp;nbsp; มีระเบียง 2&amp;nbsp; ข้างของห้องพิจารณาเดินได้รอบ&amp;nbsp; ด้านหน้าตอนบนมีหน้ากระจังและมีตราแผ่นดินสมัยรัชกาลที่ 5&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และต่อมาได้สร้างห้อง พักพยาน 1 หลัง ห้องขัง 1 หลัง อยู่ด้านหลังของอาคาร&amp;nbsp; จนราวปี&amp;nbsp; 2503&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ได้มีการต่อเติมดัดแปลงระเบียงด้านข้างทั้ง&amp;nbsp; 2&amp;nbsp; ด้านของห้องพิจารณาขึ้น เป็นห้องทำงานของเจ้าหน้าที่ธุรการ และใช้เป็นบัลลังก์พิจารณาคดีอีกด้วย ศาลเมืองสิงห์บุรีเปลี่ยนชื่อเป็น&amp;nbsp; ศาลจังหวัดสิงห์บุรี&amp;nbsp; โดยประกาศกระทรวงยุติธรรมเมื่อวันที่&amp;nbsp; 15&amp;nbsp; มิถุนายน&amp;nbsp; 2459&amp;nbsp; เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแก้ไขระเบียบ&amp;nbsp; การปกครองและจัดแบ่งส่วนราชการใหม่ให้เปลี่ยนคำว่า &amp;ldquo;เมือง&amp;rdquo; เป็น &amp;ldquo;จังหวัด&amp;rdquo;&amp;nbsp; สำหรับอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีคงเป็นไปตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม&amp;nbsp; ร.ศ. 127&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเดือนเมษายน ๒๕๕๘&amp;nbsp; นายทวีศักดิ์ บุญโสม เข้ามารับตำแหน่งเป็น ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสิงห์บุรี ได้ร่วมกับนายทวีศักดิ์&amp;nbsp; บุญยไพศาลเจริญ ประธานผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสิงห์บุรี นางเงินทิพพ์&amp;nbsp; พัชรเรืองพัฒน์ ผู้พิพากษาอาวุโสฯ&amp;nbsp; นายธนทัต แท่งทอง ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นฯ&amp;nbsp; นายทศพร สุนทรสีมะ ผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสิงห์บุรี คณะผู้พิพากษาสมทบ นางสุธิดา&amp;nbsp; บุตรนาแพง ผู้อำนวยการสำนักงานประจำศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสิงห์บุรี ตลอดจนข้าราชการและลูกจ้าง ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสิงห์บุรี ได้ทำการทำนุบำรุงโบราณสถานและโบราณวัตถุนี้ ให้คงอยู่เพื่อชาวสิงห์บุรีสืบไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม.png&quot; style=&quot;height:302px; width:746px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลยุติธรรม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า&amp;quot;หิรัญบัตร&amp;quot; มีความกว้าง 9.5 ซ.ม.ยาว 37.2 ซ.ม.จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_1.png&quot; style=&quot;height:310px; width:829px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ 120 ปี ในปี พ.ศ. 2545สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น &amp;quot;วันศาลยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_3.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_2.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_4.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม.png&quot; style=&quot;height:302px; width:746px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลยุติธรรม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า&amp;quot;หิรัญบัตร&amp;quot; มีความกว้าง 9.5 ซ.ม.ยาว 37.2 ซ.ม.จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_1.png&quot; style=&quot;height:310px; width:829px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ 120 ปี ในปี พ.ศ. 2545สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น &amp;quot;วันศาลยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_3.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_2.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_4.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม.png&quot; style=&quot;height:302px; width:746px&quot; /&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลยุติธรรม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า&amp;quot;หิรัญบัตร&amp;quot; มีความกว้าง 9.5 ซ.ม.ยาว 37.2 ซ.ม.จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_1.png&quot; style=&quot;height:310px; width:829px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ 120 ปี ในปี พ.ศ. 2545 สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น &amp;quot;วันศาลยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_3.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_2.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/u1/ศาลยุติธรรม_4.png&quot; style=&quot;height:205px; width:202px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;ประวัติศาลอาญาคดีทุจิริตและประพฤติมิชอบภาค 1&quot; src=&quot;/cms/s107/u456/pic_web/history.jpg&quot; style=&quot;height:679px; width:1200px&quot; /&gt;&lt;/p&gt;
</description>
                </item><item>
                <title>ประวัติความเป็นมา/ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน</title>
                <link>https://tai.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/48/iid/56/</link>
                <description>&lt;p style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s108/u457/article/cnbmc/IMG_2218_3_2_normal.jpg&quot; style=&quot;height: 497px; width: 746px;&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;span style=&quot;font-size:72px&quot;&gt;ประวัติศาลแขวงชลบุรี&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลแขวงชลบุรีเปิดทำการเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2500 โดยต่อเติมอาคารศาลจังหวัดชลบุรีหลังเดิมด้านทิศเหนือเป็นที่ตั้ง &amp;nbsp;มีห้องพิจารณาคดีเพียง 1 บัลลังก์ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s108/u457/article/cnbmc/2_002.jpg&quot; style=&quot;width: 283px; height: 200px;&quot; /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมามีคดีมาสู่ศาลมากขึ้นทุก ๆ ปี ที่ทำการคับแคบไม่สะดวกแก่การพิจารณาพิพากษาคดี &amp;nbsp;กระทรวงยุติธรรมได้ตะหนักถึงความจำเป็นดังกล่าวในปีงบประมาณ 2507&amp;nbsp;จึงจัดสรรงบประมาณจำนวน 400,000 บาท เป็นค่าก่อสร้างอาคารที่ทำการศาลแขวงชลบุรีหลังใหม่ มีขนาด 2 บัลลังก์ โดยได้รับอนุมัติจากจังหวัดชลบุรีให้ใช้ที่ดินที่ราชพัสดุ (ที่ดินวัดสวนตาล) และได้เปิดทำการเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2508&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s108/u457/article/cnbmc/1006.jpg&quot; style=&quot;width: 267px; height: 200px;&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s108/u457/article/cnbmc/พระวัดสวนตาล.jpg&quot; style=&quot;width: 290px; height: 200px;&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และต่อมามีการขยายตัวของชุมชนในจังหวัดชลบุรีอย่างต่อเนื่อง จึงได้รับจัดสรรงบประมาณในปี 2538 เป็นเงินจำนวน 183,079,900 บาท เพื่อก่อสร้างอาคารขึ้นใหม่บนที่ดินของศาลจังหวัดชลบุรีด้านทิศตะวันตก เป็นอาคารคอนกรีต&amp;nbsp;ขนาดใหญ่ จำนวน 10 ชั้น &amp;nbsp;มีห้องพิจารณาคดีจำนวน 16 บัลลังก์ เปิดทำการตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2543 เป็นต้นมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s108/u457/article/cnbmc/13.jpg&quot; style=&quot;width: 300px; height: 200px;&quot; /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s108/u457/article/cnbmc/22.jpg&quot; style=&quot;width: 291px; height: 200px;&quot; /&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลแขวงชลบุรีสังกัดสำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค 2&amp;nbsp; มีอัตรากำลังข้าราชการตุลาการ 13&amp;nbsp;อัตรา &amp;nbsp;ข้าราชการศาลยุติธรรม พนักงานราชการและลูกจ้าง 50&amp;nbsp;อัตรา &amp;nbsp;พนักงานจ้างเหมาบริการ 7 อัตรา &amp;nbsp;ผู้ประนีประนอมประจำศาล 39 อัตรา &amp;nbsp;มีเขตอำนาจศาลครอบคลุมพื้นที่ 9 อำเภอในจังหวัดชลบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;/cms/s108/u457/article/cnbmc/map.jpg&quot; style=&quot;width: 298px; height: 200px;&quot; /&gt;&lt;/p&gt;
</description>
                </item></channel></rss>